บล็อครีวิวหนังที่ดู เพลงที่ฟัง สิ่งที่สนใจ พล่ามตามประสาคนชอบดูหนัง ฟังเพลง || มุมมองใหม่ๆจากเด็กผู้หญิงคนนึงบนโลก || เรื่องทั่วไปที่พบเจอในชีวิต ดนตรี เรื่องราวต่างๆบ้างแล้วแต่จะนึกออก || แค่เด็กผู้หญิงคนนึงที่อยากไปเมกา || ตัวตนจริงๆ @priaw21

[Music] All too well มันเป็นเพราะฉันเอง ที่จำมันได้ดีเกินไป…

เวลาดูไลฟ์เพลงช้าๆ คลอกับเสียงกีต้าร์ เสียงเปียนโนเบาๆของเทย์ เพลงที่เนื้อเพลงส่วนใหญ่จะเศร้าๆ เป็นเพลงช้าๆ ที่มีเมโลดี้หวานๆ ส่วนใหญ่เทย์จะเขียนให้คนที่เทย์รัก คนที่เคยรักเกือบทั้งนั้น ใช้เป็นตัวแทนคำขอโทษ ใช้เป็นสิ่งที่กำลังสื่อว่าสิ่งทีได้ทำลงไปมันทำให้เธอเสียใจ หรือแม้กระทั่งจะบอกว่าเธอยังไม่ลืมความทรงจำดีๆระหว่างเธอกับเขานะ 

เราชอบนะที่ได้ฟังเพลงแบบนี้จากเทย์ อ่านเนื้อเพลงที่เขียนออกมาจากใจแบบนี้ของเทย์ เนื้อเพลงมันละเอียดมากๆ มันเล่าเป็นเรื่องราว ทุกๆถ้อยคำกลั่นออกมา เอามาใส่ทำนอง และร้องไปด้วยอารมณ์ที่กำลังรู้สึกอยู่ตอนนั้น

เพลง All too well กับเพลง Back to december เป็นสองเพลงที่เราชอบที่สุดสำหรับเพลงช้าๆ เมโลดี้เศร้าๆ ชอบที่เทย์เอาเสียงเปียนโนมาใส่ เอามาคลอเบาๆ และพอถึงท่อนที่จะเน้นย้ำจะเป็นเสียงไต่ระดับขึ้นมา เหมือนระดับอารมณ์ที่มันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ 

เวลาที่เทย์ขึ้นไลฟ์แล้วร้องเพลงพวกนี้ อารมณ์จะมาเต็มมากกว่าปกติ โดยเฉพาะถ้าเป็นช่วงที่ออกเพลงใหม่ๆ หรือจะเป็นตอนที่คนที่เทย์เขียนเพลงถึงเขามานั่งอยู่ในงานด้วย ถึงจุดนี้จะเป็นจุดที่ทำให้หลายๆคนไม่ชอบเทย์ที่เขียนแต่เพลงถึงแฟนเก่า แต่เรากลับมองว่ามันดีที่ได้ลองฟังเรื่องราวความรักของผู้หญิงคนนึง ได้ลองฟังเพลง ได้อ่านเนื้อเพลงของเค้า และผู้หญิงคนนั้นบังเอิญเป็นคนที่เราชอบซะด้วย และเพลงที่เธอเขียนนั้น ก็ไม่ใช่ให้แต่แฟนของเธออย่างเดียว

และเพลง All too well ดูเหมือนเทย์จะอินเป็นพิเศษเลย ตอนที่ทัวร์เอเชีย ที่ฟิลิปปินส์ เทย์ทั้งร้องเพลงแล้วก็ร้องไห้ด้วย ก็เหมือนกับเราๆที่ฟังเพลงเศร้าแล้วตรงกับตัวเอง ร้องไห้ แต่นี่เป็นเหมือนการร้องไดอารี่ของตัวเอง คิดถึงช่วงเวลาเก่าๆ ช่วงเวลาดีๆที่เราเคยมีด้วยกัน มันคงเป็นอะไรที่เศร้ามากๆ

// เราคิดว่าทุกความสัมพันธ์แม้ว่ามันจะจบไม่ดีแค่ไหน แต่ความทรงจำดีๆที่เคยมีด้วยกัน มันจะไม่จางหายไปแน่นอน

— 2 days ago

[Movie & Music]  Begin Again หนังรักที่ไม่ได้ถ่ายทอดแค่มุมมองความรัก หนังรักที่ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างอบอุนหัวใจ

       ในที่สุดก็ได้ดู Begin Again ซักที เป็นหนังที่รอดูนานพอสมควรเลย พลาดตอนที่เข้าโรงใหม่ๆไป ตอนแรกคิดว่าจะได้ดูตอนออกแผ่นซะแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้ดูในโรงจริงๆหลังจากที่ได้ฟังเพื่อนพูดกันปากต่อปาก ได้อ่านทั้งรีวิวตามบล็อคต่างๆ อ่านคอมเม้นจากชาวพันธิปเอยว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังรักกรุ่นๆที่ควรต้องไปดู

 ตัวหนังว่าด้วยเรื่องของคนที่พยามหาอะไรมาเติมเต็มชีวิต ความรัก แรงบันดาลใจ มิตรภาพ ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว สาวน้อยที่เลิกกับแฟนที่กลายไปเป็นร็อกสตาร์ โปรดิวเซอร์วัยกลางคนที่ชีวิตตกอับ มืดแปดด้าน โดนไล่ออกจากงานหลังจากไม่ได้ปั้นนักร้องมาหลายปี เด็กสาววัยรุ่นที่ต้องการครอบรักความอบอุ่นจากครอบครัว โดยเฉพาะพ่อตัวเอง ชายหนุ่มคนนึงที่ไล่ไขว่คว้าความฝัน ดูเหมือนชีวิตจะเจอหนทางดีๆ สิ่งที่สามารถเติมเต็มชีวิตเค้าได้แล้ว แต่มันกลับไม่ใช่ไปซะทีเดียว ชายหนุ่มอีกที่เป็นเพื่อนที่ดีมากๆของสาวน้อยที่โดนหักอกจากร็อคสตาร์ เล่นกีต้าร์ ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ตัวเองชอบ วงดนตรีของโปรดิวเซอร์วัยกลางคนกับสาวน้อยคนนั้น ทุกเรื่องราว ทุกตัวละครที่มีที่มาที่ไป แม้น้ำหนักเรื่องราวของแต่ละคนจะมีมาก มีน้อยต่างกัน ทุกๆอย่างถูกถ่ายทอดออกมาเป็นหนังที่ไม่ได้เรียกว่าหนังรักซะทีเดียวได้อย่างลงตัวสุดๆ

เกรตตา หญิงสาวที่ย้ายตามคนรักเข้ามาในนิวยอร์ก เป็นนักแต่งเพลงที่มีพรสวรรค์ บวกกับเสียงใสๆของเธอนั้นทำให้แดน โปรดิวเซอร์วัยกลางคนตกหลุมรักกับเสน่หทางด้านดนตรีของเธอคนนี้เข้าอย่างจัง ในคืนที่อ้างว้าง ในวันที่ทุกๆอย่างในชีวิตเหมือนจะพังลงมา ปัญหาที่คาราคาซังมานาน เพื่อนที่ตั้งบริษัทมาด้วยกัน ไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองปั้นมากับมือ ปัญหาครอบครัว ลูกไม่ค่อยได้เจอหน้า ภรรยาที่มีผู้ชายคนใหม่ ทุกปัญหารุมเร้าจนทำให้เค้าที่มีนิสัยเดิมชอบดื่มเหล้าอยู่แล้วไปทีผับเพื่อจะไปเมาหัวราน้ำให้หนักกว่าเดิม แต่จู่ๆ เค้าได้ยินเสียงเพลงของหญิงสาวคนนึงที่ถูกเพื่อนบังคับให้ขึ้นไปโชว์เพลงที่แต่งเอง หลังจากอกหักมาจากแฟนหนุ่มร็อกสตาร์ ซึ่งทำให้เค้าอยากจะทำอัลบั้มกับเธอ พวกเค้าตัดสินใจไปหาบริษัทแต่แล้วก็ต้องทำเดโมเทปเอง โปรดิวเซอร์วัยกลางคนตั้งวงดนตรีๆย่อมๆขึ้นมา อัดเพลงทั่วสถานที่ดังๆของนิวยอร์ก ดนตรีที่เข้ากันอย่างลงตัว ทุกๆอย่างในสิ่งที่ตัวหนังพยามจะถ่ายทอดออกมา มันดูละมุน ดูกลมกล่อมมากๆ วงดนตรีของนางเอกกับพระเอกเป็นอะไรที่ทำให้เรารู้สึกทึ่งกับความสวยงาม ความลงตัวของดนตรีนี้ เพลงประกอบของหนังเรื่องนี้มีหลายเพลงที่เพราะมากๆ หนังดำเนินได้อย่างลงตัว การเล่าเรื่องสลับกับเพลงที่สื่อบอกความรู้สึก อารมณ์ของเรื่องราวที่ตัวละครกำลังเจออยู่ในตอนนั้นๆ

พูดถึงปัญหาครอบครัวของโปรดิวเซอร์วัยกลางคน ความห่างเหินกันระหว่างพ่อกับลูก พ่อที่ไม่เชื่อใจในตัวลูกซักเท่าไหร่ พ่อที่มีจุดเปลี่ยนในชีวิตเลยทำให้ทิ้งครอบครัวไป ในฉากที่เกรตตา นางเอกของเรื่องหลังจากได้รู้จักกับลูกสาวของโปรดิวเซอร์ตัวเอง แดเนียลแล้ว เธอแนะนำให้ลูกสาวของแดเนียลไปเล่นกีต้าร์ อัดเดโมให้กับวงของพวกเขา ในตอนแรกพ่อไม่เชื่อใจในตัวลูกสาวซักเท่าไหร่ ความละเอียดอ่อนของความรู้สึกที่ตัวละครถ่ายทอดออกมามันอยู่ในฉากที่แดเนียลไปขอให้ภรรยาเค้าพาลูกสาวไปเล่นกีต้าร์ให้ และบอกให้เธอมาดูพวกเค้าอัดเพลงกันด้วย มันเหมือนเป็นการอ้อนวอน ร้องขอที่ไมไ่ด้แสดงออกมาตรงๆ เค้าอยากทำให้ภรยยารู้ถึงความเป็นไป ได้เห็นว่าลูกสาวจะทำได้ดีแค่ไหน ปรากฏว่าพอเธอได้ไปลองทำจริงๆ เธอทำออกมาได้ดีอย่างเหลือเชื่อ ตัวแดเนียลเองก็ถูกขอให้เล่นเบสท์หลังจากที่ไม่ได้เล่นมานนาน ฉากที่น่าประทับใจฉากนึงได้เกิดขึ้น เมื่อคนๆนึงได้ลองทำในสิ่งที่คนรอบข้างมองว่าห่วย มองว่าไม่ดี ซึ่งตัวเองมีปัญหาทางสังคมอยู่แล้ว เลยทำให้คิดมากไปใหญ่ เมื่อคนๆนึงได้ก้าวผ่านจุดนั้นมา มันอาจจะดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กๆแต่ลองมองที่เค้าถ่ายทอดออกมา มันทำให้เราเข้าใจได้เลยในทันที เธอเล่นเบสกับพ่อของเธอ เป็นภาพที่น่ารักมากๆ ฉากหลังบนตีกเอ็มไพรสเตทมันในตอนกลางคืนมันสวยมากๆ รอยยิ้มของพ่อกับลูกที่ส่งให้กัน เป็นอะไรที่ทำให้ประทับใจจริงๆ

ความรัก 5 ปีที่ผ่านมานั้นไม่มีค่าอะไรกับคนๆนึงเลยใช่มั้ย? ความรักเป็นเรื่องที่พูดยาก เมื่อเราเผลอเมื่อไหร่ หัวใจของคนๆนึงอาจจะหวั่นไหวไปหาใครอีกคนได้ อดัมดูรักเคียร่าจริงๆนะในเรื่อง ทั้งสองคนเป็นคู่รักนักดนตรีอินี้ที่ฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน เดินทางไขว่คว้าความฝันโดยมีความรักของพวกเค้าหล่อเลี้ยงมาตามทางที่เดินมา จู่ๆในวันนึงกลับมีคนทิ้งความรักพวกเค้าไป ฉากที่เกรตตาได้ฟังเพลงที่แฟนตัวเองแต่งให้ผู้หญิงคนอื่น มันทำให้เราอึ้งมาก น้ำตาใสๆคลออยู่ที่เบ้าตา พร้อมกับคำถามในหัวว่าที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้น เพราะชื่อเสียง เพราะเงินทอง เพราะแสงสี เพราะผู้หญิง ทำให้ผู้ชายที่เธอรู้จักมา 5 ปี คนที่รักกันมา 5 ปีเปลี่ยนไปขนาดนี้ได้ภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์ที่ไปอยู่ LA ด้วยกัน  สำหรับเราฉากนี้มันอะไรที่บีบคั้นหัวใจ ดูแล้วหน่วงๆ มันไม่ได้เศร้ามาก แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นการเฉือนหัวใจของเกรตตามากๆ เพลงรักที่เคยแต่งให้กันและกัน ท่วงทำนองที่เติมเต็มความรักของทั้งคู่ จนวันนึงทุกๆอย่างเปลี่ยนเมื่อคนที่เธอรักแต่งเพลงให้ผู้หญิงคนอื่นเพื่อบอกเธอ เราว่าเค้าทำฉากนี้ออกมาดีมาก มันเป็นวิธีการนำเสนอการที่ความสัมพันธ์ของคนสองคนที่กำลังจะจบลงได้สวยงามที่สุดเลย ความสวยงามที่มาพร้อมกับความเจ็บปวด 

แต่เมื่อเกรตตาได้เจอกับแดเนียล ทุกๆอย่างก็เปลี่ยนไป คนสองคนที่กำลังหาสิ่งที่มาเติมเต็มชีวิต เดินทางออกมตามหาอะไรบางอย่าง ที่เรามองว่ามันไม่ได้เป็นบ้านเหมือนที่นักวิจารณ์หลายๆคนกล่าวถึง มันเป็นอะไรบางอย่างที่เป็นทั้งความฝัน สิ่งที่พิสูจน์ตัวเอง และสิงนั้นพวกเขาทำเพื่อมาเติมเต็มรูโหว่ในใจ ในระหว่างที่กำลังอัดอัลบั้ม เกรตตาได้แต่งเพลง Like a fool สดๆตอนที่เธอกำลังเมาและส่งข้อความเสียงเข้ามือถือของอดัม เพลงนี้เป็นเพลงที่เนื้อเพลงเจ็บปวดมาก เป็นเพลงจังหวะสบายๆร้องออกมาได้อย่างเรียบง่าย แต่มันเป็นเพลงที่ฟังแล้วแทงทะลุเข้าไปถึงหัวใจคนฟัง คนที่ทิ้งเขามาอย่างดัม เพลงในเรื่องนี้ ช่วยให้เราอินสุดๆกับเรื่องราวที่กำลังดำเนินอยู่

ฉากที่ถูกพูดถึงที่สุดคงหนีไม่พ้นฉากที่แดเนียลกับเกรตาใส่หูฟังฟังเพลงด้วยกัน เดินๆเต้นๆไปทั่วนิวยอร์ก มันเป็นฉากที่ดูแล้วอิ่มหัวใจ ยิ้มไปตลอดเลย ความโรแมนติกอาจจะมีไม่มาก เพราะตัวหนังไมไ่ด้เป็นหนังโรแมนติกอยู่แล้ว แต่ภาพ เรื่องราว ตัวละครถูกถ่ายทอดออกมาได้สวยมากๆ ส่วนตัวที่ชอบนิวยอร์กเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเลยรู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นที่ไหนของนิวยอร์ก แม้จะเป็นตามตรอกซอย บาร์เล็กๆก็ทำให้ชอบมาก

และสุดท้ายฉากที่ชอบที่สุดก็คือตอนท้ายเรื่อง บทสรุปของทุกๆอย่างที่ไม่ได้แสดงออกถึงการจบที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นการจบที่ทำให้เราพอใจมากที่สุด สองสามีภรรยานั่งฟังเพลงด้วยกัน จูบกันท่ามกลางแสงสีของเมือง นึกถึงตอนที่พวกเค้ารักกันใหม่ๆ ก่อนที่จะแต่งงานกัน อดัมขอร้องให้เกรตตาออกมาฟังเพลงที่เธอแต่ง Lost stars เพลงที่เป็นเหมือนหัวใจของเรื่อง เพลงที่พอดัมร้องทำให้เราเกือบจะร้องไห้ตามเลยทีเดียว มันหน่วงหัวใจ เป็นเพลงที่จะพาเรื่องไปถึงจุดจบ เพลงที่ปลอบประโลมไปพร้อมกัน น้ำตาใสๆไหลของเกรตตาไหลรินลงมา เนื้อเพลงที่ซึมเข้าไปถึงหัวใจ เพลงที่เขาพยามบอกกับเธอ ว่าเขาก็เป็นดวงดาวที่หลงทางเช่นเดียวกับคนอื่นๆ 

ทุกคนต่างตามหาสิ่งๆนึงมาเติมเต็มพวกเขา หญิงสาวขี่จักรยานไปตามถนนเป็นฉากที่แสดงให้เห็นถึงเธอกำลังเดินทางตามหาสิ่งนั้นต่อไป บางคนเจอกับสิ่งที่ตัวเองตามหาแล้ว แต่บางคนไม่ ถึงพวกเขาจะเป็นดวงดาวที่หลงทาง แต่ในซักวันทุกๆคนก็จะพบเจอสิ่งที่ตัวเองตามหา :)

— 4 days ago

[!] วิธีซ่อนขนมที่ไม่ใช่ของโรงหนังเข้าโรงหนัง เกรียนที่สุด ทำไปได้ 5555

— 4 days ago
ชอบ Abduction นะ สนุกดี หนังไม่ได้ห่วยเหมือนที่เค้ารีวิวกันซักหน่อย ถือว่าอยู่กลางๆ ใช้ได้เลยอ่ะ ไม่ได้แย่เลยซักนิด อาจจะเป็นคนที่ดูหนังไม่ค่อยเป็นมั้ง แต่มันเป็นความชอบ คือดูเรื่องไหนสนุก ดูเรื่องไหนชอบก็คือมันดีอ่ะไม่ได้แย่ในสายตาเราเหมือนที่คนอื่นบอกเลย มีแต่คนบอกเทย์เลอร์ดูขี้เก๊ก เราว่ามันเป็นหน้า เป็นคาแรคเตอร์เค้าอยู่แล้วปะ คนแสดงหนังเค้าจะเก๊กทำไม ยังไงก็ไม่ได้เป็นตัวเองอยู่แล้วแก 5555 เราว่าหน้าเทย์เลอร์ดูเก๊ก ดูน่าหมั่นไส้ อ้อนมืออ้อนเท้ามากกว่า เม้น ผช ส่วนใหญ่เลยหมั่นไส้ ทั้งๆที่จริงๆหนังถูกถ่ายทอดออกมาในมุมมอง ผช นะ เราว่าเค้าแสดงดีอ่ะ ดูเหมือนตัวเอง แลดูใกล้เคียงตัวเองมากๆเลย เห็นบอกเก่งศิลปะต่อสู้มาแต่เด็กด้วย 

เหมือนหนังจะไม่ได้ให้น้ำหนักกับฉากแอคชั่นเยอะเท่าไหร่ แต่ก็เยอะอยู่เหมือนกัน #พิมเองงงเอง รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องราว สตอรี่ เหตุผลไรทำนองนั้น เป็นเรื่องราวที่ไม่ซับซ้อนมา เป็นพล็อตหนังทั่วๆไปดู ตอนจบแฮปปี้ดี ดูแล้วไม่ต้องตีความมากนอกจากการกระทำของตัวละครที่ต้องเข้าใจเหตุผล อย่างเรื่อง Red2 ที่เคยดู ชอบนะ แอคชั่นมันส์มาก ปมเรื่องก็ซับซ้อนขึ้นนิดๆ มีหักมุมด้วย อาจจะเป็นเพราะมันเป็นภาคต่อด้วยแหละมั้ง แล้วเป็นหนังที่ขายแอคชั่นที่มาพร้อมกับปมเรื่องดีๆ อะไรทำนองนี้จากที่ดู ไม่รู้ว่าดูลึกมั้ย แต่ชอบทั้งสองเรื่องเลยนะ ไม่ได้เป็นคนชอบเอาหนังมาเปรียบเทียบกันเท่าไหร่เพราะคิดว่าหนังแต่ละเรื่องมีที่มาที่ไปต่างกัน ถึงจะพยามก็อปกันแค่ไหนสุดๆก็เถอะ รู้สึกว่า abduction เหมือนจะใกล้เคียงชีวิตจริงแต่ก็ไม่ใกล้เคียง ใกล้เคียงคือเค้าเป็นเด็กวัยรุ่นคนนึงที่มีปัญหากับครอบครัว ซึ่งของนาธานเนี่ย มันใหญ่มาก เกี่ยวกับการฆ่ากันอะไรทำนองนี้ แต่ของเราๆทั่วไปจะไม่ใช่แบบนี้ แต่ก็นับว่าเป็นปัญหาเหมือนกัน จริงๆหนังอาจจะไม่ได้อยากจะถ่ายทอดเรื่องนี้หรอก แต่เรามองเห็นจุดนี้พอดีเลยลองคิดดูว่าถ้าเป็นเราจะอย่ได้มั้ย เหมือนที่พ่อนาธานบอก สายลับเก่งๆบางคนยังไม่รอดเลยถ้าเจอแบบที่แกเจอเมื่อ 24 ชมที่ผ่านมานี้ คือมันจริงเว่ย เพราะนาธานแม่งเก่งจริงไรจริง หายากว่ะ 1 ใน 100 ที่จะรอดถ้าเจอแบบนี้ ถ้านาธานไม่ใช่พระเอกนะ ตายไปตั้งแต่มือปืนมาบุกบ้านแล้ว ละคือเค้าถูกฝึกมาด้วยพ่อแม่ที่เป็นสายลับมือดี รู้สึกจะเคยทำงานกับ CIA เป็นเพื่อนพ่อนาธานที่เป็นสายลับที่โครตมหาโครตเก่ง พ่อแม่นาธานไม่น่าตายเลย แต่ถึงเค้าจะเหลือตัวเองคนเดียวเพราะพ่อไม่ยอมเปิดเผยตัวตน ก็ยังมีคาเรนอยู่ข้างๆ คือดีอ่ะ ตัวะลครตัวนี้สร้างเพื่อเค้า 

จะว่าไปมันดูไร้เหตุผลนิดหน่อยนะ ใครจะยอมเอาตัวเองมาเสี่ยงขนาดนี้ แล้วตอนแรกเจอคนโดนยิงตาย ต่อมาโดนเอาปืนจ่อหน้าเว่ย ทั้งๆที่เค้าเป็นแค่เด็กไฮสคูลธรรมดาๆคนนึง มันจะมีซักกี่คนที่ได้มาเจออะไรแบบนี้ แล้วยอมปกป้องนาธานอ่ะ เพราะชอบด้วยแหละ เห็นพูดถึงตอนเกรด 8 อะไรนั่นด้วย ตัวละครทุกตัวละครมันก็มีเหตุผล แต่ของคาเรนที่เราแบบ คือพอเข้าใจ แต่มันไม่เว่อไปหน่อยเหรอ เรายอมบอกตั้งแต่โดนชก ปืนจ่อหน้าแล้ว น่ากลัวมากกกกกกกกกกกกก แต่ถ้าเป็นคาเรนจริงๆคงยอมหนีตามนาธานอ่ะ กลับไปกลัวพ่อแม่โดนลูกหลงอีก ไม่งั้นก็ตายกันหมดอ่ะ

คืออย่างว่า หนังก็คือหนังอ่ะ มันมีเหตุผลทุกการกระทำจริง แต่บางทีมองในมุมเรามันอาจจะดูแปลกๆ ในมุมมองของชีวิตจริงด้วยทำนองนี้ แต่ชอบเรื่องนี้นะ คงได้ดูอีก ชอบ หนังทุกเรื่องที่หลายคนว่าห่วยทำไมเราดูแล้วมันไม่ห่วยอย่างที่เขาบอกวะ :) 

PS. เฮ้ยละคือตอนเทย์เลอร์จูบลิลลี่ นี่นึกถึงเทย์จูบเทย์ในวาเลนไทน์ เทย์เป็น ผช ที่ฮอตมากจริงๆอ่ะ ดูอบอุ่น ปกป้อง ผญ ได้ คือดีงามอ่ะ ใครๆก็หลงง ถึงเค้าจะหน้าตากวนโอ๊ยไปหน่อยก็เถอะ แต่ถ้าได้แฟนแบบนี้คือฟินนะ เข้าใจเทย์เลยว่าทำไมหลงรักเทย์ ฮาาาาาา แต่ตอนจบเรื่องของเค้ามันเศร้านะ เทย์ทำตัวไม่ดีกับเทย์ สุดท้ายก็ต้องปล่อยเค้าไป คือเสียดาย เค้าก็น่ารักกันจริงแต่เป็นปั๊ปปี้เลิฟมากกว่า ไม่รู้ว่าที่คบมาเทย์รักใครบ้าง เเต่เมื่อเคยมีความทรงจำดีๆด้วยกันแล้วมันก็ต้องเจ็บเป็นธรรมดา ยิ่ง ผญ ยิ่งอ่อนไหวด้วย คิดไม่ถึงเลยเนอะ ว่าสองเทย์ที่จูบกันน่ารักๆในหนังวาเลนไทน์จะจบลงด้วยการที่เทย์แต่ง Back to december ขอโทษ ร้องสดครั้งแรกน้ำตาคลอ แถมยังมิ๊กเพลง Apologize ต่อท้ายเพลง ทำผมเรียบๆแบบที่เทย์ชอบด้วย งือ
PS.2 ขอชมลิลลี่คอลิน ผญ อะไรน่ารักมาก มีเสน่ห์มากจริง เป็น ผญ ที่ตัวเล็ก ร่างบางมาก ตาคม คิ้วเข้ม ผมยาวสลวย ยิ้มทีนี่ละลายอ่ะ สวยมาก น่ารักสุดๆ ชอบตั้งแต่ดู The mortal เลยอ่ะ เป็นผู้หญิงที่หน้าคมแต่ดูหวานมากๆ นี่รอดูภาคสอง กับเจมมี่คือน่ารักมาก ไม่อยากให้เลิกกัน

ชอบ Abduction นะ สนุกดี หนังไม่ได้ห่วยเหมือนที่เค้ารีวิวกันซักหน่อย ถือว่าอยู่กลางๆ ใช้ได้เลยอ่ะ ไม่ได้แย่เลยซักนิด อาจจะเป็นคนที่ดูหนังไม่ค่อยเป็นมั้ง แต่มันเป็นความชอบ คือดูเรื่องไหนสนุก ดูเรื่องไหนชอบก็คือมันดีอ่ะไม่ได้แย่ในสายตาเราเหมือนที่คนอื่นบอกเลย มีแต่คนบอกเทย์เลอร์ดูขี้เก๊ก เราว่ามันเป็นหน้า เป็นคาแรคเตอร์เค้าอยู่แล้วปะ คนแสดงหนังเค้าจะเก๊กทำไม ยังไงก็ไม่ได้เป็นตัวเองอยู่แล้วแก 5555 เราว่าหน้าเทย์เลอร์ดูเก๊ก ดูน่าหมั่นไส้ อ้อนมืออ้อนเท้ามากกว่า เม้น ผช ส่วนใหญ่เลยหมั่นไส้ ทั้งๆที่จริงๆหนังถูกถ่ายทอดออกมาในมุมมอง ผช นะ เราว่าเค้าแสดงดีอ่ะ ดูเหมือนตัวเอง แลดูใกล้เคียงตัวเองมากๆเลย เห็นบอกเก่งศิลปะต่อสู้มาแต่เด็กด้วย

เหมือนหนังจะไม่ได้ให้น้ำหนักกับฉากแอคชั่นเยอะเท่าไหร่ แต่ก็เยอะอยู่เหมือนกัน รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องราว สตอรี่ เหตุผลไรทำนองนั้น เป็นเรื่องราวที่ไม่ซับซ้อนมา เป็นพล็อตหนังทั่วๆไปดู ตอนจบแฮปปี้ดี ดูแล้วไม่ต้องตีความมากนอกจากการกระทำของตัวละครที่ต้องเข้าใจเหตุผล อย่างเรื่อง Red2 ที่เคยดู ชอบนะ แอคชั่นมันส์มาก ปมเรื่องก็ซับซ้อนขึ้นนิดๆ มีหักมุมด้วย อาจจะเป็นเพราะมันเป็นภาคต่อด้วยแหละมั้ง แล้วเป็นหนังที่ขายแอคชั่นที่มาพร้อมกับปมเรื่องดีๆ อะไรทำนองนี้จากที่ดู ไม่รู้ว่าดูลึกมั้ย แต่ชอบทั้งสองเรื่องเลยนะ ไม่ได้เป็นคนชอบเอาหนังมาเปรียบเทียบกันเท่าไหร่เพราะคิดว่าหนังแต่ละเรื่องมีที่มาที่ไปต่างกัน ถึงจะพยามก็อปกันแค่ไหนสุดๆก็เถอะ รู้สึกว่า abduction เหมือนจะใกล้เคียงชีวิตจริงแต่ก็ไม่ใกล้เคียง ใกล้เคียงคือเค้าเป็นเด็กวัยรุ่นคนนึงที่มีปัญหากับครอบครัว ซึ่งของนาธานเนี่ย มันใหญ่มาก เกี่ยวกับการฆ่ากันอะไรทำนองนี้ แต่ของเราๆทั่วไปจะไม่ใช่แบบนี้ แต่ก็นับว่าเป็นปัญหาเหมือนกัน จริงๆหนังอาจจะไม่ได้อยากจะถ่ายทอดเรื่องนี้หรอก แต่เรามองเห็นจุดนี้พอดีเลยลองคิดดูว่าถ้าเป็นเราจะอย่ได้มั้ย เหมือนที่พ่อนาธานบอก สายลับเก่งๆบางคนยังไม่รอดเลยถ้าเจอแบบที่แกเจอเมื่อ 24 ชมที่ผ่านมานี้ คือมันจริงเว่ย เพราะนาธานแม่งเก่งจริงไรจริง หายากว่ะ 1 ใน 100 ที่จะรอดถ้าเจอแบบนี้ ถ้านาธานไม่ใช่พระเอกนะ ตายไปตั้งแต่มือปืนมาบุกบ้านแล้ว ละคือเค้าถูกฝึกมาด้วยพ่อแม่ที่เป็นสายลับมือดี รู้สึกจะเคยทำงานกับ CIA เป็นเพื่อนพ่อนาธานที่เป็นสายลับที่โครตมหาโครตเก่ง พ่อแม่นาธานไม่น่าตายเลย แต่ถึงเค้าจะเหลือตัวเองคนเดียวเพราะพ่อไม่ยอมเปิดเผยตัวตน ก็ยังมีคาเรนอยู่ข้างๆ คือดีอ่ะ ตัวะลครตัวนี้สร้างเพื่อเค้า

จะว่าไปมันดูไร้เหตุผลนิดหน่อยนะ ใครจะยอมเอาตัวเองมาเสี่ยงขนาดนี้ แล้วตอนแรกเจอคนโดนยิงตาย ต่อมาโดนเอาปืนจ่อหน้าเว่ย ทั้งๆที่เค้าเป็นแค่เด็กไฮสคูลธรรมดาๆคนนึง มันจะมีซักกี่คนที่ได้มาเจออะไรแบบนี้ แล้วยอมปกป้องนาธานอ่ะ เพราะชอบด้วยแหละ เห็นพูดถึงตอนเกรด 8 อะไรนั่นด้วย ตัวละครทุกตัวละครมันก็มีเหตุผล แต่ของคาเรนที่เราแบบ คือพอเข้าใจ แต่มันไม่เว่อไปหน่อยเหรอ เรายอมบอกตั้งแต่โดนชก ปืนจ่อหน้าแล้ว น่ากลัวมากกกกกกกกกกกกก แต่ถ้าเป็นคาเรนจริงๆคงยอมหนีตามนาธานอ่ะ กลับไปกลัวพ่อแม่โดนลูกหลงอีก ไม่งั้นก็ตายกันหมดอ่ะ

คืออย่างว่า หนังก็คือหนังอ่ะ มันมีเหตุผลทุกการกระทำจริง แต่บางทีมองในมุมเรามันอาจจะดูแปลกๆ ในมุมมองของชีวิตจริงด้วยทำนองนี้ แต่ชอบเรื่องนี้นะ คงได้ดูอีก ชอบ หนังทุกเรื่องที่หลายคนว่าห่วยทำไมเราดูแล้วมันไม่ห่วยอย่างที่เขาบอกวะ :)

PS. เฮ้ยละคือตอนเทย์เลอร์จูบลิลลี่ นี่นึกถึงเทย์จูบเทย์ในวาเลนไทน์ เทย์เป็น ผช ที่ฮอตมากจริงๆอ่ะ ดูอบอุ่น ปกป้อง ผญ ได้ คือดีงามอ่ะ ใครๆก็หลงง ถึงเค้าจะหน้าตากวนโอ๊ยไปหน่อยก็เถอะ แต่ถ้าได้แฟนแบบนี้คือฟินนะ เข้าใจเทย์เลยว่าทำไมหลงรักเทย์ ฮาาาาาา แต่ตอนจบเรื่องของเค้ามันเศร้านะ เทย์ทำตัวไม่ดีกับเทย์ สุดท้ายก็ต้องปล่อยเค้าไป คือเสียดาย เค้าก็น่ารักกันจริงแต่เป็นปั๊ปปี้เลิฟมากกว่า ไม่รู้ว่าที่คบมาเทย์รักใครบ้าง เเต่เมื่อเคยมีความทรงจำดีๆด้วยกันแล้วมันก็ต้องเจ็บเป็นธรรมดา ยิ่ง ผญ ยิ่งอ่อนไหวด้วย คิดไม่ถึงเลยเนอะ ว่าสองเทย์ที่จูบกันน่ารักๆในหนังวาเลนไทน์จะจบลงด้วยการที่เทย์แต่ง Back to december ขอโทษ ร้องสดครั้งแรกน้ำตาคลอ แถมยังมิ๊กเพลง Apologize ต่อท้ายเพลง ทำผมเรียบๆแบบที่เทย์ชอบด้วย งือ

PS.2 ขอชมลิลลี่คอลิน ผญ อะไรน่ารักมาก มีเสน่ห์มากจริง เป็น ผญ ที่ตัวเล็ก ร่างบางมาก ตาคม คิ้วเข้ม ผมยาวสลวย ยิ้มทีนี่ละลายอ่ะ สวยมาก น่ารักสุดๆ ชอบตั้งแต่ดู The mortal เลยอ่ะ เป็นผู้หญิงที่หน้าคมแต่ดูหวานมากๆ นี่รอดูภาคสอง กับเจมมี่คือน่ารักมาก ไม่อยากให้เลิกกัน

— 6 days ago

wwadirectory:

23.7.14 Harry x/x

ถึงผู้ชายห้าคนที่ทำให้เรายิ้ม หัวเราะ ปริ่ม ทำให้เราชอบฟังเพลงของเค้า และยังได้รู้จักกับ ดรชนน่ารักๆด้วย  วันไดเรคชั่นกับไดเรคชั่นเนอร์เป็นอะไรที่น่ารักมากๆเลย คนที่ยืนมองอยู่ห่างๆยังยิ้มเลย ^^

(via zaynmlk)

— 1 week ago with 1183 notes

Rupert : มันก็ดีครับ  แต่ก็ประหลาดๆ ที่ต้องจูบกับคนที่ผมรู้จักมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ  ก็ต้องใช้เวลาซักพักกว่าจะอินกับมัน แล้วก็เราเปียกกันทั้งตัว ทีมงานราดน้ำเป็นแกลลอนลงบนตัวพวกเราเลย แล้วก็ต้องถ่ายฉากนี้  … ก็หลุดขำกันเยอะมาก ใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะรวบรวมสมาธิได้ ถ่ายไป 4 เทค
 

Rupert : มันก็ดีครับ  แต่ก็ประหลาดๆ ที่ต้องจูบกับคนที่ผมรู้จักมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ  ก็ต้องใช้เวลาซักพักกว่าจะอินกับมัน แล้วก็เราเปียกกันทั้งตัว ทีมงานราดน้ำเป็นแกลลอนลงบนตัวพวกเราเลย แล้วก็ต้องถ่ายฉากนี้  … ก็หลุดขำกันเยอะมาก ใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะรวบรวมสมาธิได้ ถ่ายไป 4 เทค

 

— 1 week ago
"ผมรักคุณมากกว่าที่ผมรักตัวเองและเราทุกคนต่างก็รู้ว่าผมรักตัวเองมากขนาดไหน-คำสาบานของAdamจากงานแต่ง #BehadamWedding"
— 1 week ago

"ได้ลองอ่านรีวิว Begin Again ในเพจนิ้วกลมดู ปรากฏว่าชอบมากๆ เค้าเขียนออกมาได้ลึกซึ้งมาก ชอบจัง"

เลยอยากเอามาแปะเก็บไว้ เผื่อวันนึงเค้าลบโพสไป เราจะได้อ่านมันอีก

Begin Again: เหล่าดวงดาวผู้หาทางกลับบ้าน
*******************************************************1. อยากดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่เห็นโปสเตอร์ ด้วยคำโฆษณาประโยคเดียวเลยคือ “ผลงานของผู้กำกับ Once”
2. แล้วหนังเรื่องนี้ก็เป็น Once อีกครั้งหนึ่ง แต่เป็น Once ที่ดูได้ again
3. ไม่รู้สึกว่าความคล้ายกันของพล็อตจะทำให้หนังน่าเบื่อหรือน่าผิดหวังเลย ตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่าจอห์น คาร์นี่ย์เก่งมากที่สามารถเล่าหนังที่คล้ายกันให้ไม่คล้ายกันได้ขนาดนี้ และมีเสน่ห์เฉพาะตัวต่างกันไป
4. ที่บอกว่า Once เพราะมันเป็น “ความสัมพันธ์ในกาลครั้งหนึ่ง” อีกแล้ว เพียงหนึ่งห้วงเวลาระหว่างคนสองคนที่โชคชะตาพามาเจอกัน ใช้เวลาร่วมกัน วาบหวามต่อกัน ดึงดูดกัน แต่แล้วก็เพียงเท่านั้น ได้เพียงเก็บความสัมพันธ์นั้นไว้เป็น “กาลครั้งหนึ่ง” ในชีวิต
5. ชอบมากที่หนังจบแบบนี้ เพลง Lost Stars ที่คลอเคลียไปกับฉากจบของเรื่องทั้งกระแทกหัวใจและปลอบประโลมไปพร้อมๆ กัน นักร้องดังบนเวที ดวงดาวที่เจิดจรัสแต่ก็กำลังหลงทาง หาทางกลับบ้านไม่เจอ, สาวสวยที่กำลังปั่นจักรยานเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ คล้ายกำลังตามหาบ้านของตัวเอง ความอบอุ่น ความรัก ความหมายของชีวิต, โปรดิวเซอร์แก่นั่งฟังเพลงเพลงเดียวกันกับภรรยาเก่า ก่อนที่จะจูบกันอย่างดูดดื่ม ราวกับทั้งคู่เพิ่งเดินทางกลับถึงบ้านที่ตัวเองจากไปเนิ่นนานและไกลแสนไกล We are all lost stars…
6. ชอบความสัมพันธ์ที่จบลงด้วยการที่ไม่ต้องอยู่ด้วยกันของพระเอก-นางเอก (เหมือน Once เลย) เป็นความสัมพันธ์ที่สวยงาม แม้ไม่ชัดเจน แต่ทั้งคู่ก็รู้สึกดีต่อกัน มีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน หากสิ่งนี้เรียกว่าความรักได้ นั่นหมายความว่าเราสามารถมีรักที่ดีโดยไม่ต้องเป็นคู่รักกัน
7. ชอบความละเอียดอ่อนของ “จุดเปลี่ยน” ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงเรื่องราวทั้งหมดได้ แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น หากคืนวันนั้นเจ้าอ้วนไม่ได้โผล่ขึ้นมา หากเจ้าอ้วนไม่ได้อยู่บ้าน ความสัมพันธ์ของสาวสวยและโปรดิวเซอร์เฒ่าอาจจะลึกซึ้งกว่านั้น วันที่จะลาจากกันหลังเสนออัลบั้มเสร็จ ในจังหวะนาทีก่อนที่จะปล่อยมือ หากมีใครสักคนพูดอะไรออกมา เรื่องราวทั้งหมดอาจจะเปลี่ยนไปอีกทางหนึ่งเลยก็เป็นได้ จุดเปลี่ยนเล็กๆ เหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิต แต่เมื่อมันไม่เกิดขึ้น ชีวิตก็ดำเนินไปในทางที่มันเป็นอยู่ โดยไม่อนุญาตให้เรารู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรหากเราได้ทำอะไรอีกแบบหนึ่ง
8. ชอบความละเอียดอ่อนของความรู้สึกแบบผู้หญิงตัดไม่ขาด ทั้งที่เมื่อเลิกรากันแล้ว เจ็บแล้ว แต่ก็พยายามลองเริ่มต้นใหม่ แม้การเจอกันใหม่ยิ่งตอกย้ำ “ระยะห่าง” ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของคนสองคน แต่ก็ยังอยากลองเริ่มต้นอีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง เพื่อต้องพบความผิดหวังอีกหน อีกหน อีกหน น้ำหนักของการตัดใจไม่ขาดนี้สมดุลกันพอดีกับความสัมพันธ์ที่ไม่งอกเงยไปไหนกับคนใหม่ที่ได้เจอ
9. อีกครั้งที่ตัวละครในเรื่องล้วนแหว่งโหว่ เหมือนมีรูอะไรบางอย่างที่ต้องการการเติมเต็ม เหมือนมีอดีตบางอย่างที่ยังไม่เสร็จสิ้น ไม่สมบูรณ์ คาใจ จึงต้องการกลับไป “เริ่มใหม่อีกครั้ง” ความสัมพันธ์ของนักร้องดังกับแฟนสาว โปรดิวเซอร์เฒ่าที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองอีกหนด้วยการทำเพลงที่ตัวเองเชื่อว่าดี ลูกสาวแสนเปรี้ยวที่ต้องการความอบอุ่นจากพ่อที่ย้ายออกจากบ้านไป รูโหว่เหล่านี้เอื้อต่อการถูกเติมเต็มด้วยคนที่มีรูโหว่เช่นกัน จึงเกิดการ “เติมเต็ม” กันไปมาตลอดทั้งเรื่อง บางครั้งก็เติมเต็มด้วยการหันรูโหว่ของตัวเองให้อีกฝ่ายเห็น เพื่อบอกว่าเธอไม่ได้แหว่งโหว่อยู่คนเดียว
10. แน่นอนแหละ มันทำให้เราเอาใจช่วยทุกคน
11. ความแหว่งโหว่นั้นเองที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทุกคนออกเดินทางเพื่อตามหา “บ้าน” ตามหาที่อยู่ของหัวใจ ที่ไหนที่จะฝากหัวใจของตัวเองเอาไว้อย่างเชื่อใจได้ ที่ไหนที่จะรองรับทุกความบอบช้ำที่ชีวิตโยนให้ตลอดเวลา เพราะขาดหาย เพราะไม่สมบูรณ์ เราจึงเดินทางตามหา “บ้าน”
12. เหมือนดวงดาวหลงทางที่กระเด็นไปคนละทิศ ต่างก็มีวงโคจรของตัวเอง และมีบ้างที่เดินทางมาตัดกันในบางห้วงเวลา
13. กระนั้น สุดท้ายก็จะเดินทางต่อไปตามทิศทางของตัวเอง
14. แต่ดาวทั้งสองดวงก็ได้ “ตัดกัน” ในช่วงเวลาสั้นๆ
15. ช่วงเวลานั้นเป็นสิ่งสวยงาม “ตอนนี้สำคัญที่สุด” โปรดิวเซอร์เฒ่าบอกกับสาวสวยในคืนที่โลกนี้เป็นของทั้งคู่
16. ชอบที่หนังเลือกจบแบบนี้ ชอบฉากที่ฉายพร้อมเครดิตท้ายเรื่อง ตอนที่นางเอกมาหาโปรดิวเซอร์เฒ่า แล้วถามว่าคุณกำลังจะไปไหน คำตอบคำเดียวของชายเคราเฟิ้มคือ “home” คำสั้นๆ แต่เจ็บ เขากำลังจะเดินทางกลับบ้าน ขณะที่นางเอกยังคงต้องเดินทางหาบ้านต่อไป และคนคนหนึ่งที่เคยใกล้เคียงความเป็น “บ้าน” ของเธอก็ดันจะกลับบ้านของเขาเสียแล้ว
17. ตอนที่นางเอกบอกกับโปรดิวเซอร์เฒ่าว่า “ฉันว่าจะไม่ขายเพลงให้บริษัทแล้ว” ปรากฏว่าโปรดิวเซอร์เฒ่าไม่หือไม่อือ ไม่รู้สึกอะไร ยิ่งน่าใจหาย เมื่อคนเรามี “บ้าน” แล้ว “ความฝัน” ก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญมากมายอะไรอีกต่อไป คนเราโหยหาและไล่คว้าความฝันเพราะเรารู้สึกว่าตัวเองยังไม่เต็ม เราต้องการการยอมรับ แต่เมื่อมีคนรักเราแล้ว ความฝันก็ลดคุณค่าของมันลง คล้ายกับว่าการทำเพลงตลอดทางที่ผ่านมาสำหรับโปรดิวเซอร์เฒ่านั้นเป็นการพิสูจน์ตัวเองเพื่อเติมเต็มตัวเองจากความแหว่งโหว่ที่เป็นบาดแผลจากคนรักและครอบครัวของเขา มิใช่เรื่องการงานแต่อย่างใด
18. ซึ่งชวนให้นางเอกน่าใจหายมากขึ้นไปอีก กับการไม่สะดุ้งสะเทือนกับความฝันที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา แถมยังหน้าตาเฉยบอกนางเอกอีกว่า “คุณจะทำอะไรก็ได้ มันเป็นเพลงของคุณ” นาทีนั้นกลับไม่ใช่ “เพลงของเรา”
19. ดูเหมือนเราต้องการใครสักคนที่จะมาร่วมบรรเลง “เพลงของเรา” ร่วมกัน เราออกเดินทางหาคนคนนั้น ค้นพบ ทำหล่น ลาจาก วนกลับไป ผิดหวัง และออกเดินทางอีกครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า
20. การเดินทางตามความฝันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักร้องดังที่อยากเป็นซูเปอร์สตาร์ สาวสวยที่พยายามทำเพลงให้เป็นอัลบั้ม โปรดิวเซอร์เฒ่าที่รวบรวมวงมาทำเพลงเพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ไม่ว่าใครก็ล้วนแล้วแต่มิได้ให้ผลลัพธ์เป็น “ฝันที่เป็นจริง” เท่านั้น หากเราต่างใช้ความฝันเป็นเส้นทางแห่งการเรียนรู้อะไรบางอย่างต่างหาก บางคนเมื่อผ่านเส้นทางนั้นมาแล้วได้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง รู้สึกว่าตัวเองเต็มอีกหน ขณะที่บางคนเดินทางไปบนเส้นทางความฝันเพียงเพื่อจะได้พบคำตอบว่า ฉันกำลังหลงทาง
21. “ความฝัน” เป็นเพียงจุดหมายที่หลอกให้เราได้เรียนรู้ “ความจริง” ของชีวิต
22. สุดท้ายแล้ว “ดวงดาวที่หลงทาง” ทั้งหลายต่างก็ “เริ่มต้นอีกครั้ง” โปรดิวเซอร์เฒ่าเริ่มต้นความสัมพันธ์เก่าอีกครั้ง นางเอกเริ่มต้นมีชีวิตใหม่อีกครั้ง (ซึ่งอาจจะวนกลับไปที่เก่าก็เป็นได้) ฝั่งนักร้องดังที่เพิ่งโกนเคราก็คงพยายามหาทางเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับความสัมพันธ์ที่เขาทำมันหลุดมือ
23. ชีวิตคือการเริ่มต้นอีกครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ บางครั้งก็บนทางสายใหม่ บางครั้งก็บนทางสายเก่า
24. ซึ่งการ “เริ่มต้น” ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของการ “จบลง”
25. ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
26. เมื่อหนังจบลง ได้พบว่า “ดวงดาวหลงทาง” ทั้งหลายที่กำลังหาทางกลับ “บ้าน” นั้น แท้ที่จริงแล้วต่างก็อยู่ใน “บ้าน” หลังใหญ่ พวกเราล้วนเป็นเศษเสี้ยวสะเก็ดของจักรวาลที่ระเบิดออกมาจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน เราทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกัน การกระทำของคนหนึ่งคนส่งผลให้ชีวิตของคนอีกคนหนึ่งเปลี่ยนแปลง และกระทบชิ่งกันไปแบบนี้เรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
27. เราแต่ละคนจึงทำได้เพียงเป็น “บ้าน” ให้กันและกันแค่ชั่วคราวเท่านั้น
28. ในกาลครั้งหนึ่งของช่วงชีวิต
29. ก่อนจะพลัดพราก ต้องเริ่มต้นอีกครั้ง หลงทางอีกหน ครั้งแล้วครั้งเล่า
30. จนกว่าเราจะเดินทางกลับ “บ้าน” ที่แท้ที่สุด…กลับไปหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล
31. เพื่อ Begin Again


จากเพจ นิ้วกลม https://www.facebook.com/Roundfinger.BOOK/posts/857677660927812?fref=nf



อ่านแล้วชอบมากเลย เป็นอะไรที่ลึกซึ้งมาก แบบ โหย สุดยอด คืออ่านแล้วเพลินมาก 
ปกติไม่ค่อยดูหนังแล้วคิดลึกๆมากขนาดนี้มาก่อน ส่วนใหญ่หนังที่ดูเป็นหนังคลายเครียด ดูแล้วฟินๆอิ่มๆ การคิดต่อยอดต่อจากหนังเลยมีไม่มาก เพราะเค้าถ่ายทอดออกมาอยู่แล้ว คือก็เคยคิดนะ แต่ไม่ลึก ได้ซัก 40% ของหนังประมาณนี้มาก เเต่ทุกครั้งที่ดูเรื่องไหน ถ้าชอบจะกลับมาดูอีก แลวได้มุมมองใหม่ๆทุกครั้งที่กลับมาดู ชอบดูหนังแล้วไปอ่านพวกวิจารณ์ รีวิวหนัง คนเค้าคิดกันลึกมาก ละเอียดมาก จนบางจุดที่เราสงสัยแค่อ่านแปปเดียวเก็ทเลยอ่ะ ไปดูในหนังก็แบบนั้นจริงๆ ในพันธิปเนี่ย คนตั้งกระทู้เยอะมาก ยิ่งตอนไปอ่านสไปเดอร์แมน อ่านยาวเลย ตั้งแต่ตีหนึ่งยันตีสาม เพราะมันเป็นคอมมิค 700 เล่มด้วยแหละ แฟนๆเค้าเข้ามาพูดกันเต็ม อ่านแล้วเพลินมาก ฮาๆ 
นี่อยากคิดลึกๆแล้วพัฒนาการเขียนบ้างจัง เป็นคนชอบโน้ตเล็กๆเวลาคิดอะไรออก แต่จะเขียนยาวๆได้ก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องที่ชอบจริงๆ ซึ่งมันก็ไม่ลึกมาก บอกแค่ทำไมถึงชอบ อะไรงี้ อันนั้นเขียนมันส์ เขียนยาว เพราะเป็นคนชอบเล่าอะไรด้วยการเขียน เหมือนนั่งคุยให้เพื่อนฟัง

"ได้ลองอ่านรีวิว Begin Again ในเพจนิ้วกลมดู ปรากฏว่าชอบมากๆ เค้าเขียนออกมาได้ลึกซึ้งมาก ชอบจัง"

เลยอยากเอามาแปะเก็บไว้ เผื่อวันนึงเค้าลบโพสไป เราจะได้อ่านมันอีก

Begin Again: เหล่าดวงดาวผู้หาทางกลับบ้าน


*******************************************************
1. อยากดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่เห็นโปสเตอร์ ด้วยคำโฆษณาประโยคเดียวเลยคือ “ผลงานของผู้กำกับ Once”

2. แล้วหนังเรื่องนี้ก็เป็น Once อีกครั้งหนึ่ง แต่เป็น Once ที่ดูได้ again

3. ไม่รู้สึกว่าความคล้ายกันของพล็อตจะทำให้หนังน่าเบื่อหรือน่าผิดหวังเลย ตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่าจอห์น คาร์นี่ย์เก่งมากที่สามารถเล่าหนังที่คล้ายกันให้ไม่คล้ายกันได้ขนาดนี้ และมีเสน่ห์เฉพาะตัวต่างกันไป

4. ที่บอกว่า Once เพราะมันเป็น “ความสัมพันธ์ในกาลครั้งหนึ่ง” อีกแล้ว เพียงหนึ่งห้วงเวลาระหว่างคนสองคนที่โชคชะตาพามาเจอกัน ใช้เวลาร่วมกัน วาบหวามต่อกัน ดึงดูดกัน แต่แล้วก็เพียงเท่านั้น ได้เพียงเก็บความสัมพันธ์นั้นไว้เป็น “กาลครั้งหนึ่ง” ในชีวิต

5. ชอบมากที่หนังจบแบบนี้ เพลง Lost Stars ที่คลอเคลียไปกับฉากจบของเรื่องทั้งกระแทกหัวใจและปลอบประโลมไปพร้อมๆ กัน นักร้องดังบนเวที ดวงดาวที่เจิดจรัสแต่ก็กำลังหลงทาง หาทางกลับบ้านไม่เจอ, สาวสวยที่กำลังปั่นจักรยานเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ คล้ายกำลังตามหาบ้านของตัวเอง ความอบอุ่น ความรัก ความหมายของชีวิต, โปรดิวเซอร์แก่นั่งฟังเพลงเพลงเดียวกันกับภรรยาเก่า ก่อนที่จะจูบกันอย่างดูดดื่ม ราวกับทั้งคู่เพิ่งเดินทางกลับถึงบ้านที่ตัวเองจากไปเนิ่นนานและไกลแสนไกล We are all lost stars…

6. ชอบความสัมพันธ์ที่จบลงด้วยการที่ไม่ต้องอยู่ด้วยกันของพระเอก-นางเอก (เหมือน Once เลย) เป็นความสัมพันธ์ที่สวยงาม แม้ไม่ชัดเจน แต่ทั้งคู่ก็รู้สึกดีต่อกัน มีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน หากสิ่งนี้เรียกว่าความรักได้ นั่นหมายความว่าเราสามารถมีรักที่ดีโดยไม่ต้องเป็นคู่รักกัน

7. ชอบความละเอียดอ่อนของ “จุดเปลี่ยน” ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงเรื่องราวทั้งหมดได้ แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น หากคืนวันนั้นเจ้าอ้วนไม่ได้โผล่ขึ้นมา หากเจ้าอ้วนไม่ได้อยู่บ้าน ความสัมพันธ์ของสาวสวยและโปรดิวเซอร์เฒ่าอาจจะลึกซึ้งกว่านั้น วันที่จะลาจากกันหลังเสนออัลบั้มเสร็จ ในจังหวะนาทีก่อนที่จะปล่อยมือ หากมีใครสักคนพูดอะไรออกมา เรื่องราวทั้งหมดอาจจะเปลี่ยนไปอีกทางหนึ่งเลยก็เป็นได้ จุดเปลี่ยนเล็กๆ เหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิต แต่เมื่อมันไม่เกิดขึ้น ชีวิตก็ดำเนินไปในทางที่มันเป็นอยู่ โดยไม่อนุญาตให้เรารู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรหากเราได้ทำอะไรอีกแบบหนึ่ง

8. ชอบความละเอียดอ่อนของความรู้สึกแบบผู้หญิงตัดไม่ขาด ทั้งที่เมื่อเลิกรากันแล้ว เจ็บแล้ว แต่ก็พยายามลองเริ่มต้นใหม่ แม้การเจอกันใหม่ยิ่งตอกย้ำ “ระยะห่าง” ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของคนสองคน แต่ก็ยังอยากลองเริ่มต้นอีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง เพื่อต้องพบความผิดหวังอีกหน อีกหน อีกหน น้ำหนักของการตัดใจไม่ขาดนี้สมดุลกันพอดีกับความสัมพันธ์ที่ไม่งอกเงยไปไหนกับคนใหม่ที่ได้เจอ

9. อีกครั้งที่ตัวละครในเรื่องล้วนแหว่งโหว่ เหมือนมีรูอะไรบางอย่างที่ต้องการการเติมเต็ม เหมือนมีอดีตบางอย่างที่ยังไม่เสร็จสิ้น ไม่สมบูรณ์ คาใจ จึงต้องการกลับไป “เริ่มใหม่อีกครั้ง” ความสัมพันธ์ของนักร้องดังกับแฟนสาว โปรดิวเซอร์เฒ่าที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองอีกหนด้วยการทำเพลงที่ตัวเองเชื่อว่าดี ลูกสาวแสนเปรี้ยวที่ต้องการความอบอุ่นจากพ่อที่ย้ายออกจากบ้านไป รูโหว่เหล่านี้เอื้อต่อการถูกเติมเต็มด้วยคนที่มีรูโหว่เช่นกัน จึงเกิดการ “เติมเต็ม” กันไปมาตลอดทั้งเรื่อง บางครั้งก็เติมเต็มด้วยการหันรูโหว่ของตัวเองให้อีกฝ่ายเห็น เพื่อบอกว่าเธอไม่ได้แหว่งโหว่อยู่คนเดียว

10. แน่นอนแหละ มันทำให้เราเอาใจช่วยทุกคน

11. ความแหว่งโหว่นั้นเองที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทุกคนออกเดินทางเพื่อตามหา “บ้าน” ตามหาที่อยู่ของหัวใจ ที่ไหนที่จะฝากหัวใจของตัวเองเอาไว้อย่างเชื่อใจได้ ที่ไหนที่จะรองรับทุกความบอบช้ำที่ชีวิตโยนให้ตลอดเวลา เพราะขาดหาย เพราะไม่สมบูรณ์ เราจึงเดินทางตามหา “บ้าน”

12. เหมือนดวงดาวหลงทางที่กระเด็นไปคนละทิศ ต่างก็มีวงโคจรของตัวเอง และมีบ้างที่เดินทางมาตัดกันในบางห้วงเวลา

13. กระนั้น สุดท้ายก็จะเดินทางต่อไปตามทิศทางของตัวเอง

14. แต่ดาวทั้งสองดวงก็ได้ “ตัดกัน” ในช่วงเวลาสั้นๆ

15. ช่วงเวลานั้นเป็นสิ่งสวยงาม “ตอนนี้สำคัญที่สุด” โปรดิวเซอร์เฒ่าบอกกับสาวสวยในคืนที่โลกนี้เป็นของทั้งคู่

16. ชอบที่หนังเลือกจบแบบนี้ ชอบฉากที่ฉายพร้อมเครดิตท้ายเรื่อง ตอนที่นางเอกมาหาโปรดิวเซอร์เฒ่า แล้วถามว่าคุณกำลังจะไปไหน คำตอบคำเดียวของชายเคราเฟิ้มคือ “home” คำสั้นๆ แต่เจ็บ เขากำลังจะเดินทางกลับบ้าน ขณะที่นางเอกยังคงต้องเดินทางหาบ้านต่อไป และคนคนหนึ่งที่เคยใกล้เคียงความเป็น “บ้าน” ของเธอก็ดันจะกลับบ้านของเขาเสียแล้ว

17. ตอนที่นางเอกบอกกับโปรดิวเซอร์เฒ่าว่า “ฉันว่าจะไม่ขายเพลงให้บริษัทแล้ว” ปรากฏว่าโปรดิวเซอร์เฒ่าไม่หือไม่อือ ไม่รู้สึกอะไร ยิ่งน่าใจหาย เมื่อคนเรามี “บ้าน” แล้ว “ความฝัน” ก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญมากมายอะไรอีกต่อไป คนเราโหยหาและไล่คว้าความฝันเพราะเรารู้สึกว่าตัวเองยังไม่เต็ม เราต้องการการยอมรับ แต่เมื่อมีคนรักเราแล้ว ความฝันก็ลดคุณค่าของมันลง คล้ายกับว่าการทำเพลงตลอดทางที่ผ่านมาสำหรับโปรดิวเซอร์เฒ่านั้นเป็นการพิสูจน์ตัวเองเพื่อเติมเต็มตัวเองจากความแหว่งโหว่ที่เป็นบาดแผลจากคนรักและครอบครัวของเขา มิใช่เรื่องการงานแต่อย่างใด

18. ซึ่งชวนให้นางเอกน่าใจหายมากขึ้นไปอีก กับการไม่สะดุ้งสะเทือนกับความฝันที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา แถมยังหน้าตาเฉยบอกนางเอกอีกว่า “คุณจะทำอะไรก็ได้ มันเป็นเพลงของคุณ” นาทีนั้นกลับไม่ใช่ “เพลงของเรา”

19. ดูเหมือนเราต้องการใครสักคนที่จะมาร่วมบรรเลง “เพลงของเรา” ร่วมกัน เราออกเดินทางหาคนคนนั้น ค้นพบ ทำหล่น ลาจาก วนกลับไป ผิดหวัง และออกเดินทางอีกครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า

20. การเดินทางตามความฝันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักร้องดังที่อยากเป็นซูเปอร์สตาร์ สาวสวยที่พยายามทำเพลงให้เป็นอัลบั้ม โปรดิวเซอร์เฒ่าที่รวบรวมวงมาทำเพลงเพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ไม่ว่าใครก็ล้วนแล้วแต่มิได้ให้ผลลัพธ์เป็น “ฝันที่เป็นจริง” เท่านั้น หากเราต่างใช้ความฝันเป็นเส้นทางแห่งการเรียนรู้อะไรบางอย่างต่างหาก บางคนเมื่อผ่านเส้นทางนั้นมาแล้วได้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง รู้สึกว่าตัวเองเต็มอีกหน ขณะที่บางคนเดินทางไปบนเส้นทางความฝันเพียงเพื่อจะได้พบคำตอบว่า ฉันกำลังหลงทาง

21. “ความฝัน” เป็นเพียงจุดหมายที่หลอกให้เราได้เรียนรู้ “ความจริง” ของชีวิต

22. สุดท้ายแล้ว “ดวงดาวที่หลงทาง” ทั้งหลายต่างก็ “เริ่มต้นอีกครั้ง” โปรดิวเซอร์เฒ่าเริ่มต้นความสัมพันธ์เก่าอีกครั้ง นางเอกเริ่มต้นมีชีวิตใหม่อีกครั้ง (ซึ่งอาจจะวนกลับไปที่เก่าก็เป็นได้) ฝั่งนักร้องดังที่เพิ่งโกนเคราก็คงพยายามหาทางเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับความสัมพันธ์ที่เขาทำมันหลุดมือ

23. ชีวิตคือการเริ่มต้นอีกครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ บางครั้งก็บนทางสายใหม่ บางครั้งก็บนทางสายเก่า

24. ซึ่งการ “เริ่มต้น” ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของการ “จบลง”

25. ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

26. เมื่อหนังจบลง ได้พบว่า “ดวงดาวหลงทาง” ทั้งหลายที่กำลังหาทางกลับ “บ้าน” นั้น แท้ที่จริงแล้วต่างก็อยู่ใน “บ้าน” หลังใหญ่ พวกเราล้วนเป็นเศษเสี้ยวสะเก็ดของจักรวาลที่ระเบิดออกมาจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน เราทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกัน การกระทำของคนหนึ่งคนส่งผลให้ชีวิตของคนอีกคนหนึ่งเปลี่ยนแปลง และกระทบชิ่งกันไปแบบนี้เรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

27. เราแต่ละคนจึงทำได้เพียงเป็น “บ้าน” ให้กันและกันแค่ชั่วคราวเท่านั้น

28. ในกาลครั้งหนึ่งของช่วงชีวิต

29. ก่อนจะพลัดพราก ต้องเริ่มต้นอีกครั้ง หลงทางอีกหน ครั้งแล้วครั้งเล่า

30. จนกว่าเราจะเดินทางกลับ “บ้าน” ที่แท้ที่สุด…กลับไปหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล

31. เพื่อ Begin Again

จากเพจ นิ้วกลม https://www.facebook.com/Roundfinger.BOOK/posts/857677660927812?fref=nf

อ่านแล้วชอบมากเลย เป็นอะไรที่ลึกซึ้งมาก แบบ โหย สุดยอด คืออ่านแล้วเพลินมาก 

ปกติไม่ค่อยดูหนังแล้วคิดลึกๆมากขนาดนี้มาก่อน ส่วนใหญ่หนังที่ดูเป็นหนังคลายเครียด ดูแล้วฟินๆอิ่มๆ การคิดต่อยอดต่อจากหนังเลยมีไม่มาก เพราะเค้าถ่ายทอดออกมาอยู่แล้ว คือก็เคยคิดนะ แต่ไม่ลึก ได้ซัก 40% ของหนังประมาณนี้มาก เเต่ทุกครั้งที่ดูเรื่องไหน ถ้าชอบจะกลับมาดูอีก แลวได้มุมมองใหม่ๆทุกครั้งที่กลับมาดู ชอบดูหนังแล้วไปอ่านพวกวิจารณ์ รีวิวหนัง คนเค้าคิดกันลึกมาก ละเอียดมาก จนบางจุดที่เราสงสัยแค่อ่านแปปเดียวเก็ทเลยอ่ะ ไปดูในหนังก็แบบนั้นจริงๆ ในพันธิปเนี่ย คนตั้งกระทู้เยอะมาก ยิ่งตอนไปอ่านสไปเดอร์แมน อ่านยาวเลย ตั้งแต่ตีหนึ่งยันตีสาม เพราะมันเป็นคอมมิค 700 เล่มด้วยแหละ แฟนๆเค้าเข้ามาพูดกันเต็ม อ่านแล้วเพลินมาก ฮาๆ

นี่อยากคิดลึกๆแล้วพัฒนาการเขียนบ้างจัง เป็นคนชอบโน้ตเล็กๆเวลาคิดอะไรออก แต่จะเขียนยาวๆได้ก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องที่ชอบจริงๆ ซึ่งมันก็ไม่ลึกมาก บอกแค่ทำไมถึงชอบ อะไรงี้ อันนั้นเขียนมันส์ เขียนยาว เพราะเป็นคนชอบเล่าอะไรด้วยการเขียน เหมือนนั่งคุยให้เพื่อนฟัง

— 1 week ago

"ความฝัน » ความสำเร็จ » ความฝันที่จะสำเร็จ"

เป็นอะไรที่อินดี้มาก เจ้าของรูปมีการอธิบายความหมายของภาพหลังให้ด้วย นางอินดี้มาก ชอบมาก ฟินค่ะ 

— 2 weeks ago with 3 notes

Taylor Swift out in New York City on July 16th

(Source: alltaywell, via ifreakinlovetaylorswift)

— 2 weeks ago with 437 notes