บล็อครีวิวหนังที่ดู เพลงที่ฟัง สิ่งที่สนใจ พล่ามตามประสาคนชอบดูหนัง ฟังเพลง || มุมมองใหม่ๆจากเด็กผู้หญิงคนนึงบนโลก || เรื่องทั่วไปที่พบเจอในชีวิต ดนตรี เรื่องราวต่างๆบ้างแล้วแต่จะนึกออก || แค่เด็กผู้หญิงคนนึงที่อยากไปเมกา || ตัวตนจริงๆ @priaw21

wwadirectory:

23.7.14 Harry x/x

ถึงผู้ชายห้าคนที่ทำให้เรายิ้ม หัวเราะ ปริ่ม ทำให้เราชอบฟังเพลงของเค้า และยังได้รู้จักกับ ดรชนน่ารักๆด้วย  วันไดเรคชั่นกับไดเรคชั่นเนอร์เป็นอะไรที่น่ารักมากๆเลย คนที่ยืนมองอยู่ห่างๆยังยิ้มเลย ^^

(via zaynmlk)

— 22 hours ago with 1165 notes

Rupert : มันก็ดีครับ  แต่ก็ประหลาดๆ ที่ต้องจูบกับคนที่ผมรู้จักมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ  ก็ต้องใช้เวลาซักพักกว่าจะอินกับมัน แล้วก็เราเปียกกันทั้งตัว ทีมงานราดน้ำเป็นแกลลอนลงบนตัวพวกเราเลย แล้วก็ต้องถ่ายฉากนี้  … ก็หลุดขำกันเยอะมาก ใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะรวบรวมสมาธิได้ ถ่ายไป 4 เทค
 

Rupert : มันก็ดีครับ  แต่ก็ประหลาดๆ ที่ต้องจูบกับคนที่ผมรู้จักมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ  ก็ต้องใช้เวลาซักพักกว่าจะอินกับมัน แล้วก็เราเปียกกันทั้งตัว ทีมงานราดน้ำเป็นแกลลอนลงบนตัวพวกเราเลย แล้วก็ต้องถ่ายฉากนี้  … ก็หลุดขำกันเยอะมาก ใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะรวบรวมสมาธิได้ ถ่ายไป 4 เทค

 

— 2 days ago
"ผมรักคุณมากกว่าที่ผมรักตัวเองและเราทุกคนต่างก็รู้ว่าผมรักตัวเองมากขนาดไหน-คำสาบานของAdamจากงานแต่ง #BehadamWedding"
— 2 days ago

"ได้ลองอ่านรีวิว Begin Again ในเพจนิ้วกลมดู ปรากฏว่าชอบมากๆ เค้าเขียนออกมาได้ลึกซึ้งมาก ชอบจัง"

เลยอยากเอามาแปะเก็บไว้ เผื่อวันนึงเค้าลบโพสไป เราจะได้อ่านมันอีก

Begin Again: เหล่าดวงดาวผู้หาทางกลับบ้าน
*******************************************************1. อยากดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่เห็นโปสเตอร์ ด้วยคำโฆษณาประโยคเดียวเลยคือ “ผลงานของผู้กำกับ Once”
2. แล้วหนังเรื่องนี้ก็เป็น Once อีกครั้งหนึ่ง แต่เป็น Once ที่ดูได้ again
3. ไม่รู้สึกว่าความคล้ายกันของพล็อตจะทำให้หนังน่าเบื่อหรือน่าผิดหวังเลย ตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่าจอห์น คาร์นี่ย์เก่งมากที่สามารถเล่าหนังที่คล้ายกันให้ไม่คล้ายกันได้ขนาดนี้ และมีเสน่ห์เฉพาะตัวต่างกันไป
4. ที่บอกว่า Once เพราะมันเป็น “ความสัมพันธ์ในกาลครั้งหนึ่ง” อีกแล้ว เพียงหนึ่งห้วงเวลาระหว่างคนสองคนที่โชคชะตาพามาเจอกัน ใช้เวลาร่วมกัน วาบหวามต่อกัน ดึงดูดกัน แต่แล้วก็เพียงเท่านั้น ได้เพียงเก็บความสัมพันธ์นั้นไว้เป็น “กาลครั้งหนึ่ง” ในชีวิต
5. ชอบมากที่หนังจบแบบนี้ เพลง Lost Stars ที่คลอเคลียไปกับฉากจบของเรื่องทั้งกระแทกหัวใจและปลอบประโลมไปพร้อมๆ กัน นักร้องดังบนเวที ดวงดาวที่เจิดจรัสแต่ก็กำลังหลงทาง หาทางกลับบ้านไม่เจอ, สาวสวยที่กำลังปั่นจักรยานเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ คล้ายกำลังตามหาบ้านของตัวเอง ความอบอุ่น ความรัก ความหมายของชีวิต, โปรดิวเซอร์แก่นั่งฟังเพลงเพลงเดียวกันกับภรรยาเก่า ก่อนที่จะจูบกันอย่างดูดดื่ม ราวกับทั้งคู่เพิ่งเดินทางกลับถึงบ้านที่ตัวเองจากไปเนิ่นนานและไกลแสนไกล We are all lost stars…
6. ชอบความสัมพันธ์ที่จบลงด้วยการที่ไม่ต้องอยู่ด้วยกันของพระเอก-นางเอก (เหมือน Once เลย) เป็นความสัมพันธ์ที่สวยงาม แม้ไม่ชัดเจน แต่ทั้งคู่ก็รู้สึกดีต่อกัน มีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน หากสิ่งนี้เรียกว่าความรักได้ นั่นหมายความว่าเราสามารถมีรักที่ดีโดยไม่ต้องเป็นคู่รักกัน
7. ชอบความละเอียดอ่อนของ “จุดเปลี่ยน” ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงเรื่องราวทั้งหมดได้ แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น หากคืนวันนั้นเจ้าอ้วนไม่ได้โผล่ขึ้นมา หากเจ้าอ้วนไม่ได้อยู่บ้าน ความสัมพันธ์ของสาวสวยและโปรดิวเซอร์เฒ่าอาจจะลึกซึ้งกว่านั้น วันที่จะลาจากกันหลังเสนออัลบั้มเสร็จ ในจังหวะนาทีก่อนที่จะปล่อยมือ หากมีใครสักคนพูดอะไรออกมา เรื่องราวทั้งหมดอาจจะเปลี่ยนไปอีกทางหนึ่งเลยก็เป็นได้ จุดเปลี่ยนเล็กๆ เหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิต แต่เมื่อมันไม่เกิดขึ้น ชีวิตก็ดำเนินไปในทางที่มันเป็นอยู่ โดยไม่อนุญาตให้เรารู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรหากเราได้ทำอะไรอีกแบบหนึ่ง
8. ชอบความละเอียดอ่อนของความรู้สึกแบบผู้หญิงตัดไม่ขาด ทั้งที่เมื่อเลิกรากันแล้ว เจ็บแล้ว แต่ก็พยายามลองเริ่มต้นใหม่ แม้การเจอกันใหม่ยิ่งตอกย้ำ “ระยะห่าง” ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของคนสองคน แต่ก็ยังอยากลองเริ่มต้นอีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง เพื่อต้องพบความผิดหวังอีกหน อีกหน อีกหน น้ำหนักของการตัดใจไม่ขาดนี้สมดุลกันพอดีกับความสัมพันธ์ที่ไม่งอกเงยไปไหนกับคนใหม่ที่ได้เจอ
9. อีกครั้งที่ตัวละครในเรื่องล้วนแหว่งโหว่ เหมือนมีรูอะไรบางอย่างที่ต้องการการเติมเต็ม เหมือนมีอดีตบางอย่างที่ยังไม่เสร็จสิ้น ไม่สมบูรณ์ คาใจ จึงต้องการกลับไป “เริ่มใหม่อีกครั้ง” ความสัมพันธ์ของนักร้องดังกับแฟนสาว โปรดิวเซอร์เฒ่าที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองอีกหนด้วยการทำเพลงที่ตัวเองเชื่อว่าดี ลูกสาวแสนเปรี้ยวที่ต้องการความอบอุ่นจากพ่อที่ย้ายออกจากบ้านไป รูโหว่เหล่านี้เอื้อต่อการถูกเติมเต็มด้วยคนที่มีรูโหว่เช่นกัน จึงเกิดการ “เติมเต็ม” กันไปมาตลอดทั้งเรื่อง บางครั้งก็เติมเต็มด้วยการหันรูโหว่ของตัวเองให้อีกฝ่ายเห็น เพื่อบอกว่าเธอไม่ได้แหว่งโหว่อยู่คนเดียว
10. แน่นอนแหละ มันทำให้เราเอาใจช่วยทุกคน
11. ความแหว่งโหว่นั้นเองที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทุกคนออกเดินทางเพื่อตามหา “บ้าน” ตามหาที่อยู่ของหัวใจ ที่ไหนที่จะฝากหัวใจของตัวเองเอาไว้อย่างเชื่อใจได้ ที่ไหนที่จะรองรับทุกความบอบช้ำที่ชีวิตโยนให้ตลอดเวลา เพราะขาดหาย เพราะไม่สมบูรณ์ เราจึงเดินทางตามหา “บ้าน”
12. เหมือนดวงดาวหลงทางที่กระเด็นไปคนละทิศ ต่างก็มีวงโคจรของตัวเอง และมีบ้างที่เดินทางมาตัดกันในบางห้วงเวลา
13. กระนั้น สุดท้ายก็จะเดินทางต่อไปตามทิศทางของตัวเอง
14. แต่ดาวทั้งสองดวงก็ได้ “ตัดกัน” ในช่วงเวลาสั้นๆ
15. ช่วงเวลานั้นเป็นสิ่งสวยงาม “ตอนนี้สำคัญที่สุด” โปรดิวเซอร์เฒ่าบอกกับสาวสวยในคืนที่โลกนี้เป็นของทั้งคู่
16. ชอบที่หนังเลือกจบแบบนี้ ชอบฉากที่ฉายพร้อมเครดิตท้ายเรื่อง ตอนที่นางเอกมาหาโปรดิวเซอร์เฒ่า แล้วถามว่าคุณกำลังจะไปไหน คำตอบคำเดียวของชายเคราเฟิ้มคือ “home” คำสั้นๆ แต่เจ็บ เขากำลังจะเดินทางกลับบ้าน ขณะที่นางเอกยังคงต้องเดินทางหาบ้านต่อไป และคนคนหนึ่งที่เคยใกล้เคียงความเป็น “บ้าน” ของเธอก็ดันจะกลับบ้านของเขาเสียแล้ว
17. ตอนที่นางเอกบอกกับโปรดิวเซอร์เฒ่าว่า “ฉันว่าจะไม่ขายเพลงให้บริษัทแล้ว” ปรากฏว่าโปรดิวเซอร์เฒ่าไม่หือไม่อือ ไม่รู้สึกอะไร ยิ่งน่าใจหาย เมื่อคนเรามี “บ้าน” แล้ว “ความฝัน” ก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญมากมายอะไรอีกต่อไป คนเราโหยหาและไล่คว้าความฝันเพราะเรารู้สึกว่าตัวเองยังไม่เต็ม เราต้องการการยอมรับ แต่เมื่อมีคนรักเราแล้ว ความฝันก็ลดคุณค่าของมันลง คล้ายกับว่าการทำเพลงตลอดทางที่ผ่านมาสำหรับโปรดิวเซอร์เฒ่านั้นเป็นการพิสูจน์ตัวเองเพื่อเติมเต็มตัวเองจากความแหว่งโหว่ที่เป็นบาดแผลจากคนรักและครอบครัวของเขา มิใช่เรื่องการงานแต่อย่างใด
18. ซึ่งชวนให้นางเอกน่าใจหายมากขึ้นไปอีก กับการไม่สะดุ้งสะเทือนกับความฝันที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา แถมยังหน้าตาเฉยบอกนางเอกอีกว่า “คุณจะทำอะไรก็ได้ มันเป็นเพลงของคุณ” นาทีนั้นกลับไม่ใช่ “เพลงของเรา”
19. ดูเหมือนเราต้องการใครสักคนที่จะมาร่วมบรรเลง “เพลงของเรา” ร่วมกัน เราออกเดินทางหาคนคนนั้น ค้นพบ ทำหล่น ลาจาก วนกลับไป ผิดหวัง และออกเดินทางอีกครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า
20. การเดินทางตามความฝันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักร้องดังที่อยากเป็นซูเปอร์สตาร์ สาวสวยที่พยายามทำเพลงให้เป็นอัลบั้ม โปรดิวเซอร์เฒ่าที่รวบรวมวงมาทำเพลงเพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ไม่ว่าใครก็ล้วนแล้วแต่มิได้ให้ผลลัพธ์เป็น “ฝันที่เป็นจริง” เท่านั้น หากเราต่างใช้ความฝันเป็นเส้นทางแห่งการเรียนรู้อะไรบางอย่างต่างหาก บางคนเมื่อผ่านเส้นทางนั้นมาแล้วได้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง รู้สึกว่าตัวเองเต็มอีกหน ขณะที่บางคนเดินทางไปบนเส้นทางความฝันเพียงเพื่อจะได้พบคำตอบว่า ฉันกำลังหลงทาง
21. “ความฝัน” เป็นเพียงจุดหมายที่หลอกให้เราได้เรียนรู้ “ความจริง” ของชีวิต
22. สุดท้ายแล้ว “ดวงดาวที่หลงทาง” ทั้งหลายต่างก็ “เริ่มต้นอีกครั้ง” โปรดิวเซอร์เฒ่าเริ่มต้นความสัมพันธ์เก่าอีกครั้ง นางเอกเริ่มต้นมีชีวิตใหม่อีกครั้ง (ซึ่งอาจจะวนกลับไปที่เก่าก็เป็นได้) ฝั่งนักร้องดังที่เพิ่งโกนเคราก็คงพยายามหาทางเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับความสัมพันธ์ที่เขาทำมันหลุดมือ
23. ชีวิตคือการเริ่มต้นอีกครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ บางครั้งก็บนทางสายใหม่ บางครั้งก็บนทางสายเก่า
24. ซึ่งการ “เริ่มต้น” ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของการ “จบลง”
25. ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
26. เมื่อหนังจบลง ได้พบว่า “ดวงดาวหลงทาง” ทั้งหลายที่กำลังหาทางกลับ “บ้าน” นั้น แท้ที่จริงแล้วต่างก็อยู่ใน “บ้าน” หลังใหญ่ พวกเราล้วนเป็นเศษเสี้ยวสะเก็ดของจักรวาลที่ระเบิดออกมาจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน เราทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกัน การกระทำของคนหนึ่งคนส่งผลให้ชีวิตของคนอีกคนหนึ่งเปลี่ยนแปลง และกระทบชิ่งกันไปแบบนี้เรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
27. เราแต่ละคนจึงทำได้เพียงเป็น “บ้าน” ให้กันและกันแค่ชั่วคราวเท่านั้น
28. ในกาลครั้งหนึ่งของช่วงชีวิต
29. ก่อนจะพลัดพราก ต้องเริ่มต้นอีกครั้ง หลงทางอีกหน ครั้งแล้วครั้งเล่า
30. จนกว่าเราจะเดินทางกลับ “บ้าน” ที่แท้ที่สุด…กลับไปหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล
31. เพื่อ Begin Again


จากเพจ นิ้วกลม https://www.facebook.com/Roundfinger.BOOK/posts/857677660927812?fref=nf



อ่านแล้วชอบมากเลย เป็นอะไรที่ลึกซึ้งมาก แบบ โหย สุดยอด คืออ่านแล้วเพลินมาก 
ปกติไม่ค่อยดูหนังแล้วคิดลึกๆมากขนาดนี้มาก่อน ส่วนใหญ่หนังที่ดูเป็นหนังคลายเครียด ดูแล้วฟินๆอิ่มๆ การคิดต่อยอดต่อจากหนังเลยมีไม่มาก เพราะเค้าถ่ายทอดออกมาอยู่แล้ว คือก็เคยคิดนะ แต่ไม่ลึก ได้ซัก 40% ของหนังประมาณนี้มาก เเต่ทุกครั้งที่ดูเรื่องไหน ถ้าชอบจะกลับมาดูอีก แลวได้มุมมองใหม่ๆทุกครั้งที่กลับมาดู ชอบดูหนังแล้วไปอ่านพวกวิจารณ์ รีวิวหนัง คนเค้าคิดกันลึกมาก ละเอียดมาก จนบางจุดที่เราสงสัยแค่อ่านแปปเดียวเก็ทเลยอ่ะ ไปดูในหนังก็แบบนั้นจริงๆ ในพันธิปเนี่ย คนตั้งกระทู้เยอะมาก ยิ่งตอนไปอ่านสไปเดอร์แมน อ่านยาวเลย ตั้งแต่ตีหนึ่งยันตีสาม เพราะมันเป็นคอมมิค 700 เล่มด้วยแหละ แฟนๆเค้าเข้ามาพูดกันเต็ม อ่านแล้วเพลินมาก ฮาๆ 
นี่อยากคิดลึกๆแล้วพัฒนาการเขียนบ้างจัง เป็นคนชอบโน้ตเล็กๆเวลาคิดอะไรออก แต่จะเขียนยาวๆได้ก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องที่ชอบจริงๆ ซึ่งมันก็ไม่ลึกมาก บอกแค่ทำไมถึงชอบ อะไรงี้ อันนั้นเขียนมันส์ เขียนยาว เพราะเป็นคนชอบเล่าอะไรด้วยการเขียน เหมือนนั่งคุยให้เพื่อนฟัง

"ได้ลองอ่านรีวิว Begin Again ในเพจนิ้วกลมดู ปรากฏว่าชอบมากๆ เค้าเขียนออกมาได้ลึกซึ้งมาก ชอบจัง"

เลยอยากเอามาแปะเก็บไว้ เผื่อวันนึงเค้าลบโพสไป เราจะได้อ่านมันอีก

Begin Again: เหล่าดวงดาวผู้หาทางกลับบ้าน


*******************************************************
1. อยากดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่เห็นโปสเตอร์ ด้วยคำโฆษณาประโยคเดียวเลยคือ “ผลงานของผู้กำกับ Once”

2. แล้วหนังเรื่องนี้ก็เป็น Once อีกครั้งหนึ่ง แต่เป็น Once ที่ดูได้ again

3. ไม่รู้สึกว่าความคล้ายกันของพล็อตจะทำให้หนังน่าเบื่อหรือน่าผิดหวังเลย ตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่าจอห์น คาร์นี่ย์เก่งมากที่สามารถเล่าหนังที่คล้ายกันให้ไม่คล้ายกันได้ขนาดนี้ และมีเสน่ห์เฉพาะตัวต่างกันไป

4. ที่บอกว่า Once เพราะมันเป็น “ความสัมพันธ์ในกาลครั้งหนึ่ง” อีกแล้ว เพียงหนึ่งห้วงเวลาระหว่างคนสองคนที่โชคชะตาพามาเจอกัน ใช้เวลาร่วมกัน วาบหวามต่อกัน ดึงดูดกัน แต่แล้วก็เพียงเท่านั้น ได้เพียงเก็บความสัมพันธ์นั้นไว้เป็น “กาลครั้งหนึ่ง” ในชีวิต

5. ชอบมากที่หนังจบแบบนี้ เพลง Lost Stars ที่คลอเคลียไปกับฉากจบของเรื่องทั้งกระแทกหัวใจและปลอบประโลมไปพร้อมๆ กัน นักร้องดังบนเวที ดวงดาวที่เจิดจรัสแต่ก็กำลังหลงทาง หาทางกลับบ้านไม่เจอ, สาวสวยที่กำลังปั่นจักรยานเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ คล้ายกำลังตามหาบ้านของตัวเอง ความอบอุ่น ความรัก ความหมายของชีวิต, โปรดิวเซอร์แก่นั่งฟังเพลงเพลงเดียวกันกับภรรยาเก่า ก่อนที่จะจูบกันอย่างดูดดื่ม ราวกับทั้งคู่เพิ่งเดินทางกลับถึงบ้านที่ตัวเองจากไปเนิ่นนานและไกลแสนไกล We are all lost stars…

6. ชอบความสัมพันธ์ที่จบลงด้วยการที่ไม่ต้องอยู่ด้วยกันของพระเอก-นางเอก (เหมือน Once เลย) เป็นความสัมพันธ์ที่สวยงาม แม้ไม่ชัดเจน แต่ทั้งคู่ก็รู้สึกดีต่อกัน มีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน หากสิ่งนี้เรียกว่าความรักได้ นั่นหมายความว่าเราสามารถมีรักที่ดีโดยไม่ต้องเป็นคู่รักกัน

7. ชอบความละเอียดอ่อนของ “จุดเปลี่ยน” ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงเรื่องราวทั้งหมดได้ แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น หากคืนวันนั้นเจ้าอ้วนไม่ได้โผล่ขึ้นมา หากเจ้าอ้วนไม่ได้อยู่บ้าน ความสัมพันธ์ของสาวสวยและโปรดิวเซอร์เฒ่าอาจจะลึกซึ้งกว่านั้น วันที่จะลาจากกันหลังเสนออัลบั้มเสร็จ ในจังหวะนาทีก่อนที่จะปล่อยมือ หากมีใครสักคนพูดอะไรออกมา เรื่องราวทั้งหมดอาจจะเปลี่ยนไปอีกทางหนึ่งเลยก็เป็นได้ จุดเปลี่ยนเล็กๆ เหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิต แต่เมื่อมันไม่เกิดขึ้น ชีวิตก็ดำเนินไปในทางที่มันเป็นอยู่ โดยไม่อนุญาตให้เรารู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรหากเราได้ทำอะไรอีกแบบหนึ่ง

8. ชอบความละเอียดอ่อนของความรู้สึกแบบผู้หญิงตัดไม่ขาด ทั้งที่เมื่อเลิกรากันแล้ว เจ็บแล้ว แต่ก็พยายามลองเริ่มต้นใหม่ แม้การเจอกันใหม่ยิ่งตอกย้ำ “ระยะห่าง” ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของคนสองคน แต่ก็ยังอยากลองเริ่มต้นอีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง เพื่อต้องพบความผิดหวังอีกหน อีกหน อีกหน น้ำหนักของการตัดใจไม่ขาดนี้สมดุลกันพอดีกับความสัมพันธ์ที่ไม่งอกเงยไปไหนกับคนใหม่ที่ได้เจอ

9. อีกครั้งที่ตัวละครในเรื่องล้วนแหว่งโหว่ เหมือนมีรูอะไรบางอย่างที่ต้องการการเติมเต็ม เหมือนมีอดีตบางอย่างที่ยังไม่เสร็จสิ้น ไม่สมบูรณ์ คาใจ จึงต้องการกลับไป “เริ่มใหม่อีกครั้ง” ความสัมพันธ์ของนักร้องดังกับแฟนสาว โปรดิวเซอร์เฒ่าที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองอีกหนด้วยการทำเพลงที่ตัวเองเชื่อว่าดี ลูกสาวแสนเปรี้ยวที่ต้องการความอบอุ่นจากพ่อที่ย้ายออกจากบ้านไป รูโหว่เหล่านี้เอื้อต่อการถูกเติมเต็มด้วยคนที่มีรูโหว่เช่นกัน จึงเกิดการ “เติมเต็ม” กันไปมาตลอดทั้งเรื่อง บางครั้งก็เติมเต็มด้วยการหันรูโหว่ของตัวเองให้อีกฝ่ายเห็น เพื่อบอกว่าเธอไม่ได้แหว่งโหว่อยู่คนเดียว

10. แน่นอนแหละ มันทำให้เราเอาใจช่วยทุกคน

11. ความแหว่งโหว่นั้นเองที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทุกคนออกเดินทางเพื่อตามหา “บ้าน” ตามหาที่อยู่ของหัวใจ ที่ไหนที่จะฝากหัวใจของตัวเองเอาไว้อย่างเชื่อใจได้ ที่ไหนที่จะรองรับทุกความบอบช้ำที่ชีวิตโยนให้ตลอดเวลา เพราะขาดหาย เพราะไม่สมบูรณ์ เราจึงเดินทางตามหา “บ้าน”

12. เหมือนดวงดาวหลงทางที่กระเด็นไปคนละทิศ ต่างก็มีวงโคจรของตัวเอง และมีบ้างที่เดินทางมาตัดกันในบางห้วงเวลา

13. กระนั้น สุดท้ายก็จะเดินทางต่อไปตามทิศทางของตัวเอง

14. แต่ดาวทั้งสองดวงก็ได้ “ตัดกัน” ในช่วงเวลาสั้นๆ

15. ช่วงเวลานั้นเป็นสิ่งสวยงาม “ตอนนี้สำคัญที่สุด” โปรดิวเซอร์เฒ่าบอกกับสาวสวยในคืนที่โลกนี้เป็นของทั้งคู่

16. ชอบที่หนังเลือกจบแบบนี้ ชอบฉากที่ฉายพร้อมเครดิตท้ายเรื่อง ตอนที่นางเอกมาหาโปรดิวเซอร์เฒ่า แล้วถามว่าคุณกำลังจะไปไหน คำตอบคำเดียวของชายเคราเฟิ้มคือ “home” คำสั้นๆ แต่เจ็บ เขากำลังจะเดินทางกลับบ้าน ขณะที่นางเอกยังคงต้องเดินทางหาบ้านต่อไป และคนคนหนึ่งที่เคยใกล้เคียงความเป็น “บ้าน” ของเธอก็ดันจะกลับบ้านของเขาเสียแล้ว

17. ตอนที่นางเอกบอกกับโปรดิวเซอร์เฒ่าว่า “ฉันว่าจะไม่ขายเพลงให้บริษัทแล้ว” ปรากฏว่าโปรดิวเซอร์เฒ่าไม่หือไม่อือ ไม่รู้สึกอะไร ยิ่งน่าใจหาย เมื่อคนเรามี “บ้าน” แล้ว “ความฝัน” ก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญมากมายอะไรอีกต่อไป คนเราโหยหาและไล่คว้าความฝันเพราะเรารู้สึกว่าตัวเองยังไม่เต็ม เราต้องการการยอมรับ แต่เมื่อมีคนรักเราแล้ว ความฝันก็ลดคุณค่าของมันลง คล้ายกับว่าการทำเพลงตลอดทางที่ผ่านมาสำหรับโปรดิวเซอร์เฒ่านั้นเป็นการพิสูจน์ตัวเองเพื่อเติมเต็มตัวเองจากความแหว่งโหว่ที่เป็นบาดแผลจากคนรักและครอบครัวของเขา มิใช่เรื่องการงานแต่อย่างใด

18. ซึ่งชวนให้นางเอกน่าใจหายมากขึ้นไปอีก กับการไม่สะดุ้งสะเทือนกับความฝันที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา แถมยังหน้าตาเฉยบอกนางเอกอีกว่า “คุณจะทำอะไรก็ได้ มันเป็นเพลงของคุณ” นาทีนั้นกลับไม่ใช่ “เพลงของเรา”

19. ดูเหมือนเราต้องการใครสักคนที่จะมาร่วมบรรเลง “เพลงของเรา” ร่วมกัน เราออกเดินทางหาคนคนนั้น ค้นพบ ทำหล่น ลาจาก วนกลับไป ผิดหวัง และออกเดินทางอีกครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า

20. การเดินทางตามความฝันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักร้องดังที่อยากเป็นซูเปอร์สตาร์ สาวสวยที่พยายามทำเพลงให้เป็นอัลบั้ม โปรดิวเซอร์เฒ่าที่รวบรวมวงมาทำเพลงเพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ไม่ว่าใครก็ล้วนแล้วแต่มิได้ให้ผลลัพธ์เป็น “ฝันที่เป็นจริง” เท่านั้น หากเราต่างใช้ความฝันเป็นเส้นทางแห่งการเรียนรู้อะไรบางอย่างต่างหาก บางคนเมื่อผ่านเส้นทางนั้นมาแล้วได้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง รู้สึกว่าตัวเองเต็มอีกหน ขณะที่บางคนเดินทางไปบนเส้นทางความฝันเพียงเพื่อจะได้พบคำตอบว่า ฉันกำลังหลงทาง

21. “ความฝัน” เป็นเพียงจุดหมายที่หลอกให้เราได้เรียนรู้ “ความจริง” ของชีวิต

22. สุดท้ายแล้ว “ดวงดาวที่หลงทาง” ทั้งหลายต่างก็ “เริ่มต้นอีกครั้ง” โปรดิวเซอร์เฒ่าเริ่มต้นความสัมพันธ์เก่าอีกครั้ง นางเอกเริ่มต้นมีชีวิตใหม่อีกครั้ง (ซึ่งอาจจะวนกลับไปที่เก่าก็เป็นได้) ฝั่งนักร้องดังที่เพิ่งโกนเคราก็คงพยายามหาทางเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับความสัมพันธ์ที่เขาทำมันหลุดมือ

23. ชีวิตคือการเริ่มต้นอีกครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ บางครั้งก็บนทางสายใหม่ บางครั้งก็บนทางสายเก่า

24. ซึ่งการ “เริ่มต้น” ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของการ “จบลง”

25. ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

26. เมื่อหนังจบลง ได้พบว่า “ดวงดาวหลงทาง” ทั้งหลายที่กำลังหาทางกลับ “บ้าน” นั้น แท้ที่จริงแล้วต่างก็อยู่ใน “บ้าน” หลังใหญ่ พวกเราล้วนเป็นเศษเสี้ยวสะเก็ดของจักรวาลที่ระเบิดออกมาจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน เราทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกัน การกระทำของคนหนึ่งคนส่งผลให้ชีวิตของคนอีกคนหนึ่งเปลี่ยนแปลง และกระทบชิ่งกันไปแบบนี้เรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

27. เราแต่ละคนจึงทำได้เพียงเป็น “บ้าน” ให้กันและกันแค่ชั่วคราวเท่านั้น

28. ในกาลครั้งหนึ่งของช่วงชีวิต

29. ก่อนจะพลัดพราก ต้องเริ่มต้นอีกครั้ง หลงทางอีกหน ครั้งแล้วครั้งเล่า

30. จนกว่าเราจะเดินทางกลับ “บ้าน” ที่แท้ที่สุด…กลับไปหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล

31. เพื่อ Begin Again

จากเพจ นิ้วกลม https://www.facebook.com/Roundfinger.BOOK/posts/857677660927812?fref=nf

อ่านแล้วชอบมากเลย เป็นอะไรที่ลึกซึ้งมาก แบบ โหย สุดยอด คืออ่านแล้วเพลินมาก 

ปกติไม่ค่อยดูหนังแล้วคิดลึกๆมากขนาดนี้มาก่อน ส่วนใหญ่หนังที่ดูเป็นหนังคลายเครียด ดูแล้วฟินๆอิ่มๆ การคิดต่อยอดต่อจากหนังเลยมีไม่มาก เพราะเค้าถ่ายทอดออกมาอยู่แล้ว คือก็เคยคิดนะ แต่ไม่ลึก ได้ซัก 40% ของหนังประมาณนี้มาก เเต่ทุกครั้งที่ดูเรื่องไหน ถ้าชอบจะกลับมาดูอีก แลวได้มุมมองใหม่ๆทุกครั้งที่กลับมาดู ชอบดูหนังแล้วไปอ่านพวกวิจารณ์ รีวิวหนัง คนเค้าคิดกันลึกมาก ละเอียดมาก จนบางจุดที่เราสงสัยแค่อ่านแปปเดียวเก็ทเลยอ่ะ ไปดูในหนังก็แบบนั้นจริงๆ ในพันธิปเนี่ย คนตั้งกระทู้เยอะมาก ยิ่งตอนไปอ่านสไปเดอร์แมน อ่านยาวเลย ตั้งแต่ตีหนึ่งยันตีสาม เพราะมันเป็นคอมมิค 700 เล่มด้วยแหละ แฟนๆเค้าเข้ามาพูดกันเต็ม อ่านแล้วเพลินมาก ฮาๆ

นี่อยากคิดลึกๆแล้วพัฒนาการเขียนบ้างจัง เป็นคนชอบโน้ตเล็กๆเวลาคิดอะไรออก แต่จะเขียนยาวๆได้ก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องที่ชอบจริงๆ ซึ่งมันก็ไม่ลึกมาก บอกแค่ทำไมถึงชอบ อะไรงี้ อันนั้นเขียนมันส์ เขียนยาว เพราะเป็นคนชอบเล่าอะไรด้วยการเขียน เหมือนนั่งคุยให้เพื่อนฟัง

— 2 days ago

"ความฝัน » ความสำเร็จ » ความฝันที่จะสำเร็จ"

เป็นอะไรที่อินดี้มาก เจ้าของรูปมีการอธิบายความหมายของภาพหลังให้ด้วย นางอินดี้มาก ชอบมาก ฟินค่ะ 

— 6 days ago with 3 notes

Taylor Swift out in New York City on July 16th

(Source: alltaywell, via ifreakinlovetaylorswift)

— 1 week ago with 417 notes

[Diary] วันเกิดที่น่าจดจำที่สุดปีนึง รักพวกแกนะเว้ย <3

วันเกิดปีนี้เป็นปีที่น่าจดจำที่สุดปีนึง ของที่ได้มาแต่ละอันเป็นของทำมือเกือบหมดเลย มันแสดงให้เห็นว่าคนทำจริงใจมากแค่ไหน ถึงจะไม่ใช่ของทำมือ แต่เป็นผ่านทางข้อความหรือรูปภาพแทนมันก็ทำให้คนรับประทับใจมากๆ ขอบคุณมากๆเลยนะ ชอบของขวัญปีนี้มากๆ TT ไม่เคยได้อะไรแบบนี้เลย แล้วก็ขอบคุณทุกคำอวยพรเลยด้วย ขอให้คำอวยพรทั้งหมดกลับคืนไปสู่ทุกคนด้วยนะ ช่วงเวลาที่ผ่านมาด้วยกันมันเป็นช่วงเวลาที่ดีจริงๆ อาจจะมีทุกข์บ้างสุขบ้าง แต่คำว่าเพื่อนเป็นสิ่งที่เติมเต็มชีวิตของใครคนนึงได้มีมากจริงๆ รักช่วงเวลาที่ผ่านเลยมามาก ขอบคุณจริงๆ — รู้สึกปริ่มกับ Pompam Thitiporn Yangprayun และ 8 อื่นๆ 

และนี่คือวิดิโอที่พวกนางจะมาเซอร์ไพรวันเกิด ปริ่มอ่ะปริ่มมมมมม TT ตอนนี้อึ้งมาก ช็อก ไม่รู้จะพูดอะไร https://www.facebook.com/photo.php?v=681596221918567

— 1 week ago

[Music + Movies <3]ช่วงเวลาแห่งการตกหลุมรักเพลงประกอบหนังที่อยากดูมากๆเรื่องนึง

Begin Again เป็นหนังที่ใครเข้าไปดูแล้วก็จะออกโรงมาพร้อมกับรอยยิ้มบนหน้า และชื่นชมว่าเพลงประกอบหนังเรื่องนี้เพราะมากกันเกือบทุกๆคน หนังเรื่องนี้เรียกว่าเป็นงานศิลปะเลยก็ว่าได้ เป็นหนังที่เราจะต้องชอบมากแน่ๆพอดูจบ ตัวเรื่อง เพลง ทุกอย่างมันเข้ากับ ผสมกันได้อย่างลงตัวไปหมด เป็นหนังที่ไม่ได้นำเสนอแค่มุมมองความรักอย่างเดียว แต่ยังเป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจ ให้กำลังใจคนที่กำลังท้อแท้กับความฝันของตัวเองอีกด้วย สังเกตุได้จากเพลงประกอบหนังที่ติดหูสุดๆของเรื่องนี้อย่าง Lost Stars ที่ชาวพันธิปต่างพากันไประบายในกระทู้ว่าดูหนังจบก็รีบกลับมาเปิดคอมฟังเพลงนี้ทันที

ส่วนตัวเป็นคนชอบหนังรักอารมณ์กรุ่นๆแบบนี้อยู่แล้วด้วย ไม่ใช่หนังรักที่โลกนี้เป็นสีชมพู อะไรก็สดใสกิ๊งไปหมด ไม่ใช่หนังรักที่ซึ้งน้ำตาจะไหล แต่เป็นหนังรักที่ถ่ายทอดความรักออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ สอดแทรกทุกๆอย่างที่อาจจะไม่เกี่ยวกับความรักของคนสองคนได้อย่างลงตัว และ Begin Again ก็ตอบโจทย์นี้ได้อย่างดีเลย

แต่ที่จะมาพูดจริงๆในวันนี้ก็คือเพลงนี้ Lost Stars เป็นเพลงที่ติดหูสุดๆอย่างที่ว่าไปข้างต้น ซึ่งเป็นเพลงประกอบของหนังเรื่องนี้ มีสองเวอร์ชั่นด้วยกันคือของนางเอก เคียร่า กับของนักร้องเสียงสูงจาก Maroon 5 อย่างอดัม (อิจฉาอดัมสุดหล่อจริงๆที่จะได้แต่งงานกับบีฮาติสุดสวย งือ) ส่วนตัวชอบเวอร์ชั่นของเคียร่ามากว่าเพราะเพลงนี้เป็นเพลงช้าๆ ในเวอร์ชั่นเคียร่าจะมีเสียงใสๆของเคียร่าคลอตามเสียงกีต้าร์ ทำนองเพลงกับน้ำเสียงของเคียร่าชวนฝันเอามากๆ เสียงของเคียร่าทำให้เราอินไปกับเนื้อเพลงจริงๆ เพราะจากที่เนื้อเพลงมันสวยอยู่แล้ว ประกอบกับเสียงใสๆของเคียร่าด้วยทำให้เรายิ่งชอบมากขึ้นไปอีก 

แล้วเนื้อเพลงของเพลงนี้ก็สวยมากๆ ความหมายดีสุดๆ เป็นเพลงที่ให้กำลังใจคนที่ท้อแท้กับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ได้เป็นอย่างดีเลย ชอบเนื้อเพลงมากๆ โดยเฉพาะท่อนที่บอกว่า “เมื่อวานฉันยังเห็นสิงโตจูบกับกวางอยู่เลย ลองเปิดหน้าต่อไปดู เราอาจจะพบกับจุดจบใหม่ก็ได้นะ”

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอแปะเนื้อเพลงไว้เลยแล้วกันเนอะ ขอบคุณ http://lips-of-an-angels.blogspot.com/2014/07/lost-stars-by-adam-lavine.html

Please don’t see just a boy caught up in dreams and fantasies
Please see me reaching out for someone I can’t see
Take my hand let’s see where we wake up tomorrow
Best laid plans sometimes are just a one night stand
I’d be damned Cupid’s demanding back his arrow
So let’s get drunk on our tears and

 
ได้โปรด…อย่ามองฉันเป็นแค่เด็กผู้ชายคนนึงที่ไล่ตามความฝันในจินตาการแบบนั้นเลย
ได้โปรดมองฉันที่กำลังไขว่คง้าใครบางคนที่ฉันไม่เคบมองเห็น
จับมือฉัน แล้วพาฉันไปที่ที่เราจะตื่นจากฝันในวันพรุ่งนี้
การพักผ่อนที่ดีที่สุดมันก็เป็นเพียงแค่คืนเดียวเท่านั้นแหละ
ฉันต้องแย่แน่ๆ เมื่อศรถูกคิวปิดขอกลับคืนไป
งั้น…เรามาเมาด้วยน้ำตากัน

[Chorus]
God, tell us the reason youth is wasted on the young
It’s hunting season and the lambs are on the run
Searching for meaning
But are we all lost stars, trying to light up the dark?
 
พระเจ้า บอกเหตุผลที่คนหนุ่มสาวต้องวูญเสียวัยเยาว์ของพวกเขาที
มันคือการไล่ล่า เมื่อพวกแกะเหล่านั้นต่างวิ่งหนี
การค้นหาความหมาย…
แต่พวกเราก็เป็นดวงดาวที่สาบสูญ ที่กำลังจะพยายามส่องแสงในที่มืด

[Verse 2]
Who are we? Just a speck of dust within the galaxy?
Woe is me. if we’re not careful turns into reality
Don’t you dare let all our best memories bring you sorrow
Yesterday I saw a lion kiss a deer
Turn the page maybe we’ll find a brand new ending
Where we’re dancing in our tears and
 
พวกเราเป็นใครกันแน่? ก็แค่เศษฝุ่นเล็กๆในกาแลกซี่งั้นหรอ?
ฉันต้องแย่แน่ ถ้าเราไม่ระวังที่จะกลับไปสู่ความเป็นจริง
เธอไม่กล้าที่จะปล่อยให้ความทรงจำที่ดีที่สุดของเราพาเธอไปสู่ความเจ็บปวดหรอ?
เมื่อวานนี้ฉันเจอสิงโตจูบกวางน้อยตัวนึง
เปิดหน้าต่อไปเราอาจจะพบจุดสิ้นสุดแบบใหม่ของเราก็ได้นะ
ที่ที่เรากำลังเต้นรำอยุ่พร้อมหยดน้ำตาและ….

[Chorus]
God, tell us the reason youth is wasted on the young
It’s hunting season and the lambs are on the run
Searching for meaning
But are we all lost stars, trying to light up the dark?
 
พระเจ้า บอกเหตุผลที่คนหนุ่มสาวต้องวูญเสียวัยเยาว์ของพวกเขาที
มันคือการไล่ล่า เมื่อพวกแกะเหล่านั้นต่างวิ่งหนี
ลองค้นหาความหมายดูสิ…
แต่พวกเราก็เป็นดวงดาวที่สาบสูญ ที่กำลังจะพยายามส่องแสงในที่มืด
 
[Bridge]
I thought I saw you out there crying
I thought I heard you call my name
I thought I heard you out there crying
Just the same
 
ฉันคิดว่า…ฉันเห็นเธอนั่งร้องไห้อยุ่
ฉันคิดว่า…ฉันได้ยินเสียงเธอเรียกชื่อฉัน
ฉันคิดว่า…ฉันได้ยินเธอร้องไห้
มันก็เหมือนกันนั่นแหละ

[Chorus]
God, give us the reason youth is wasted on the young
It’s hunting season and the lambs are on the run
Searching for meaning
But are we all lost stars, trying to light up the dark?
But are we all lost stars, trying to light up the dark?
 
พระเจ้า บอกเหตุผลที่คนหนุ่มสาวต้องวูญเสียวัยเยาว์ของพวกเขาที
มันคือการไล่ล่า เมื่อพวกแกะเหล่านั้นต่างวิ่งหนี
ลองค้นหาความหมายดูสิ…
แต่พวกเราก็เป็นดวงดาวที่สาบสูญ ที่กำลังจะพยายามส่องแสงในที่มืด

ปล. Begin Again เป็นหนังที่ทำให้เราอยากดูมากๆทั้งๆที่ได้ดูแค่ตัวอย่างหนัง 2 นาทีกว่าๆในโรงหนัง เรารอวันที่หนังจะเข้าโรงนานมาก และคิดเอาไว้เลยว่าจะไปดูหนังเรื่องนี้ให้ได้ แต่แล้วก็ผิดหวัง กลับไม่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ในโรงซะยังงั้น เลยไม่มีอะไรมาอัพบล็อคนอกจากเรื่องเพลงประกอบของหนังเรื่องนี้

ปล.2 ลองร้อง Cover เพลงนี้ดูด้วย แอบกากเบาๆ แต่ชอบเพลงนี้มากเลยลองดู ฮาๆ  https://www.facebook.com/photo.php?v=762006183850547

— 2 weeks ago with 1 note
[Diary] บางทีก็ไม่เข้าใจเว่ย…

การที่ทำดีกับใครซักคนมากๆแต่เค้าไม่เห็นค่าของมัน กลับมาสิ่งไม่ดีที่เราแสดงออกไป แม่งโครตน่าผิดหวัง น่าน้อยใจ แล้วก็น่าเสียใจเลยว่ะ

คือไม่เข้าใจว่ะ คนบางคนทุ่มเทแทบตาย คนบางคนพยามแก้ไขทุกอย่าง ถึงวิธีมันจะไม่ถูกนัก แต่คนบางคนกลับเห็นค่ามันน้อยลงทุกวันๆ เบื่อที่จะต้องเจ็บแบบนี้ ตลกดีเนอะ ทุ่มเทให้กับใครก็มีแต่ผิดหวัง

เคยมั้ย ที่มองใครคนนึงผิดไป เคยมั้ยที่พยามจะเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ เคยมั้ยที่คิดว่ามันดีแล้วแต่มันกลับไม่ใช่ เคยมั้ย ทุ่มเทให้ใครคนนึงมากๆแต่เค้ากลับไม่เห็นค่ามันเลย เจอแบบนี้มาบ่อยมากๆ แต่ไม่มีใครไหนเลยที่จะไม่เจ็บ แต่จริงๆแล้วมันไม่เจ็บอะไรมากหรอก เพราะความผิดหวังนั้นมันก่อให้เกิดความเสียดาย ความเสียดายทุกๆอย่างที่ทำลงไปตอนหลงคิดว่าเค้าก็คิดแบบเดียวกับเรา

คือเราไม่เข้าใจเลยเว่ย ทำไมเวลาทุ่มเทอะไรให้ใคร ผลลัพธ์มันออกมาเป็นแบบนี้ตลอด เหตุผลที่ได้กลับมามันคือคนที่เราทุ่มเทให้เค้าคิดว่าเค้าเปลี่ยนไป เราพยามถามว่าเราทำผิดอะไร เรื่องการไม่ได้อยู่ใกล้กันไม่ใช่ข้ออ้างหรอกถ้าคนเราอยากจะสนิทกันจริงๆ

ไม่มีอีกแล้วความสนิทใจ คำพูดจากปากคนที่ทุ่มเทให้ ต้องใช้คำนี้เลยจริงๆ ทุกสิ่งที่แสดงออกไปเป็นความจริงใจมากที่สุดเท่าที่คนๆนึงจะให้คนๆนึงได้ แต่ผลที่ได้กลับมมามัน…..?

ตอนนี้รู้แล้ว เหตุผลที่ทำไมไม่เคยได้การ์ดที่เขียนด้วยลายมือ เหตุผลของอะไรต่างๆมากมาย บอกตรงๆเลยรู้สึกสมเพชตัวเองมาก ไม่ได้อยากว่าใครหรอก แต่สมเพชและน้อยใจตัวเองมากกว่า ตลกดีนะ ตลกดี

ต่อไปนี้จะทุ่มเทให้ใครต้องคิดมากกว่าเดิม ต่อไปนี้จะไว้ใจใครก็ต้องคิดมากกว่าเดิม ข้อดีอันน้อยนิดที่น้อยคนจะได้เห็นมันยิ่งจะแสดงออกมา น้อยลงเรื่อยๆ น้อยลงเรื่อยๆ..

สังคมผู้ใหญ่จะได้เจอมากกว่านี้ ขอเก็บมันไว้เป็นบทเรียน เพื่อนที่ดีนั้นหาได้จาก 1 ใน 100

— 3 weeks ago